
มาสด้าชี้ปีทองรถกระบะ
ครองสัดส่วนมากกว่าอีโคคาร์ตั้งเป้าบีที50ใหม่2.2หมื่นคัน
ครองสัดส่วนมากกว่าอีโคคาร์ตั้งเป้าบีที50ใหม่2.2หมื่นคัน
มาสด้า คาดตลาดรถยนต์ปีนี้ทะลุล้านคัน ชี้สัดส่วนรถกระบะเกิน 50% ตลาดรวม ชี้นโยบายรถคันแรกกระตุ้นยอดได้กว่าแสนคัน
นายโชอิจิ ยูกิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ในปีนี้ตลาดรถยนต์ของประเทศไทยน่าจะอยู่ในภาวะฟื้นตัว โดยมียอดจำหน่ายรวมมากกว่า 1 ล้านคัน หรือเติบโตกว่า 25% แม้ว่าจะมีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจอยู่ก็ตาม โดยในส่วนของมาสด้าตั้งเป้ายอดจำหน่ายที่ 6 หมื่นคัน หรือเพิ่มขึ้น 43% เมื่อเทียบกับยอดจำหน่ายในปีนี้ หรือมีส่วนแบ่งการตลาดที่ 6% เพิ่มขึ้นจากที่มีส่วนแบ่งการตลาดที่ 5.3%
สำหรับสาเหตุที่มาสด้าตั้งเป้าเติบโตสูงถึง 43% เนื่องจากในปีนี้มาสด้าจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาด ไม่ว่าจะเป็นรถกระบะมาสด้า BT50 ใหม่ ที่จะเปิดตัวช่วงสิ้นเดือนนี้ โดยตั้งเป้าจำหน่ายไว้ 2.2 หมื่นคันในปีนี้ มาสด้า 3 ใหม่ เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร ที่จะเปิดตัวภายในไตรมาสแรกของปีนี้ โดยตั้งเป้าขายมาสด้า 3 ใหม่ ทั้งเครื่อง 1.6 ลิตร และ 2.0 ลิตร ไว้ที่ 8,000 คัน
มาสด้า 2 นั้นจะเปิดตัวรุ่นพิเศษ เรซซิง ซีรีส์ ซึ่งตั้งเป้าขายทั้งปีไว้ที่ 3 หมื่นคัน นอกจากนี้จะเพิ่มตัวแทนจำหน่ายเป็น 140 แห่ง จากปัจจุบันที่มีอยู่ 130 แห่งด้วย
น.ส.สุรีทิพย์ ละอองทอง โฉมทองดี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า มาสด้าเชื่อมั่นว่ากำลังซื้อของลูกค้าในปีนี้อยู่ที่เกิน 1 ล้านคันแน่นอน แต่ยอดจำหน่ายจะทำได้ตามนั้นหรือไม่ ก็ต้องขึ้นอยู่กับความสามารถในการผลิตของค่ายรถยนต์ทุกค่ายว่ากลับสู่ภาวะปกติหรือยัง ส่วนมาสด้านั้นกำลังการผลิตกลับสู่ภาวะปกติแล้ว
ทั้งนี้ กำลังซื้อที่มีอยู่กว่า 1 ล้านคัน มาจากการชะลอตัวของกำลังซื้อในช่วงปลายปีที่ผ่านมาจากเหตุการณ์น้ำท่วม รวมถึงกำลังซื้อที่เกิดจากนโยบายรถยนต์คันแรก ที่จะทำให้ลูกค้าเร่งตัดสินใจซื้อรถยนต์ภายในปีนี้
“ถ้าไม่มีนโยบายรถคันแรก คาดว่าตลาดรวมรถยนต์ในปีนี้จะอยู่แค่ 9 แสนกว่าคันเท่านั้น” น.ส.สุรีทิพย์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้บริโภคหันมาซื้อรถกระบะมากขึ้น และจะทำให้สัดส่วนยอดจำหน่ายรถกระบะกลับมาเพิ่มมากกว่า 50% ของยอดจำหน่ายรถยนต์รวม ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี ที่สัดส่วนรถกระบะกลับมาสูงกว่า 50% หลังจากที่ผ่านมาสัดส่วนยอดจำหน่ายรถกระบะจะอยู่ที่ 42% และรถยนต์นั่งขนาดเล็กจะอยู่ที่ 48% แต่หลังจากนี้สัดส่วนยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งจะน้อยกว่ารถกระบะอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ตลาดรถเอสยูวี หรือรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ ก็จะเติบโตเพิ่มขึ้นจากกลุ่มผู้หญิงที่ต้องการใช้รถยนต์ยกสูงที่ไม่ใช่รถกระบะ







