
‘จำนำข้าว’เดี้ยงต้องลดวงเงินลง50%
จำนำข้าวเดี้ยง ธ.ก.ส.คาดยอดเหลือแค่ 10 ล้านตัน จากเป้า 25 ล้านตัน ต้องลดวงเงินจาก 4 แสนล้าน เหลือ 2 แสนล้านบาท
จำนำข้าวเดี้ยง ธ.ก.ส.คาดยอดเหลือแค่ 10 ล้านตัน จากเป้า 25 ล้านตัน ต้องลดวงเงินจาก 4 แสนล้าน เหลือ 2 แสนล้านบาท
นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธนาคารคงต้องประเมินสถานการณ์โครงการรับจำนำข้าวใหม่ เพราะล่าสุดพบว่าตัวเลขรับจำนำข้าวต่ำกว่าเป้าหมายที่เคยตั้งไว้มาก ล่าสุดมีเกษตรกรเข้าโครงการรับจำนำ 7.81 แสนราย คิดเป็นปริมาณข้าวที่รับจำนำ 4.8 ล้านตัน คิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 8 หมื่นล้านบาท จากที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายจำนำข้าวทุกเมล็ดเริ่มตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. 2554 ประเมินไว้ที่ 25 ล้านตัน คิดเป็นเม็ดเงินที่จะใช้รับจำนำอยู่ที่ 3.59 แสนล้านบาท แต่หลังจากน้ำท่วมใหญ่ทำให้ปริมาณข้าวหายไปจากระบบประมาณ 5 ล้านตัน
“ธ.ก.ส.ประเมินว่า เมื่อหักข้าวไว้กินและทำพันธุ์แล้ว จะมีข้าวมาเข้าโครงการ 17-20 ล้านตัน คาดว่าต้องใช้เงิน 2.6 แสนล้านบาท แต่ล่าสุดสถานการณ์เปลี่ยนไป ยอดรับจำนำในเดือน ม.ค. 2555 ทำได้แค่ 4.8 ล้านตัน จึงคาดว่าข้าวที่เข้าโครงการก่อนสิ้นเดือน ก.พ.จะลดลงไม่ถึง 10 ล้านตัน ส่วนเม็ดเงินที่ใช้น่าจะลดลงเหลือ 2 แสนล้านบาท เพราะมีข้าวหายไปไหนส่วนหนึ่ง เชื่อว่ามาจากราคาข้าวแพง เกษตรกรชาวนาจึงเก็บข้าวไว้กินเองส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งขายให้โรงสี เพราะข้าวที่เข้าโครงการต้องผ่านกระบวนการมากกว่าและถูกหักความชื้น” นายลักษณ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม โครงการรับจำนำยังเหลือเวลาเปิดรับจำนำในภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง อีกกว่า 1 เดือน มีกำหนดสิ้นสุดวันที่ 29 ก.พ. 2555 ยกเว้นภาคใต้ที่กำหนดเปิดรับจำนำตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.-31 ก.ค. 2555
นายลักษณ์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมา ธ.ก.ส.ได้รับเงินกู้จำนวน 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นเงินกู้งวดแรกที่นำมาใช้ในโครงการจำนำข้าว โดยเงินของ ธ.ก.ส.ที่นำมาใช้ในโครงการรับจำนำข้าว 9 หมื่นล้านบาทนั้นเกือบหมดลงแล้ว จึงต้องกู้จากแหล่งอื่นมาเสริมอีก 5 หมื่นล้านบาท
เงินกู้ดังกล่าวมาจากการประมูล เป็นของธนาคารออมสิน 3.5 หมื่นล้านบาท เสนออัตราดอกเบี้ยต่ำสุด 3.724% อันดับ 2 คือธนาคารกรุงไทย 1.5 หมื่นล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 3.726% โดยเป็นเงินกู้ระยะเวลา 4 ปี สำหรับเงินกู้งวดที่ 2 คาดว่าน่าจะระดมทุนอีก 5 หมื่นล้านบาท แต่คงต้องเลื่อนออกไปจากวันที่ 24 ม.ค.นี้ เป็นต้นเดือน ก.พ.







