
บล.นอกทาบซื้อทรีนีตี้ฯ
โบรกเกอร์ต่างประเทศดอดเจรจาซื้อทรีนีตี้ฯ จากธนาคารกรุงไทย ใบ้ชื่อเป็นรายที่มีมาร์เก็ตแชร์ต่ำ ดันราคาหุ้นพุ่งแรง
โบรกเกอร์ต่างประเทศดอดเจรจาซื้อทรีนีตี้ฯ จากธนาคารกรุงไทย ใบ้ชื่อเป็นรายที่มีมาร์เก็ตแชร์ต่ำ ดันราคาหุ้นพุ่งแรง
แหล่งข่าววงการโบรกเกอร์ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีโบรกเกอร์ต่างชาติอยู่ระหว่างเจรจาขอซื้อบริษัท ทรีนีตี้ วัฒนา (TNITY) จากธนาคารกรุงไทย (KTB) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 19.44% ขณะที่ธนาคารกรุงไทยแสดงความจำนงที่จะขายหุ้นทรีนีตี้มานานแล้ว เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการทำธุรกิจ
ปัจจุบันธนาคารกรุงไทยมีบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคที ซีมิโก้ เป็นบริษัทลูกที่ดำเนินธุรกิจหลักทรัพย์อยู่แล้ว โดยคาดว่าการเจรจาขายหุ้นดังกล่าวจะได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้
“โบรกเกอร์ต่างชาติที่สนใจซื้อทรีนีตี้ ทำธุรกิจหลักทรัพย์ในเมืองไทยอยู่แล้ว แต่ยังมีมาร์เก็ตแชร์ค้าหลักทรัพย์น้อยมากประมาณ 1% เศษๆ จึงอยากควบรวมทรีนีตี้เข้ามาเพื่อสร้างความแข็งแกร่งรับมือการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในปีนี้” แหล่งข่าวเปิดเผย
ด้านแหล่งข่าวจากบริษัท ทรีนีตี้ กล่าวว่า ยอมรับว่าที่ผ่านมามีโบรกเกอร์หลายแห่งติดต่อขอซื้อหรือควบรวมกิจการกับบริษัท แต่การเจรจาก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะผลการศึกษาเชิงลึกออกมาไม่สอดคล้องกับนโยบายของคณะกรรมการบริษัทที่กำหนดว่า หากจะต้องควบรวมกิจการจะควบรวมกับโบรกเกอร์ที่มีวัฒนธรรมองค์กรสอดคล้องกัน สามารถเพิ่มศักยภาพการแข่งขันได้ และมีช่องทางในการหาลูกค้าต่างประเทศ
“ที่ผ่านมามีคุยกันอยู่เรื่อยๆ ตอนนี้เชื่อว่าก็ยังมีคุยกันอยู่ แต่จะลุล่วงหรือไม่ตอบไม่ได้ เราเองก็พยายามดูหลายๆ ทาง ทั้งเรื่องการควบรวม การเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ หรือกระทั่งทำเอง เพราะมั่นใจว่าถึงเราทำเองก็อยู่รอดมีกำไรได้” แหล่งข่าวเปิดเผย
สำหรับกรณีที่ราคาหุ้น TNITY ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงกว่า 1 เดือนที่ผ่านมา (7 ธ.ค. 2554-13 ม.ค. 2555) จากระดับ 4.12 บาท ขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 6.60 บาท เพิ่มขึ้น 2.48 บาท หรือ 60.19%
สาเหตุที่ทำให้ราคาหุ้นดีดขึ้นแรง คาดว่าเกิดจากการเก็งกำไรในประเด็นควบรวมกิจการและผลประกอบการปี 2554 ที่ออกมาดีมาก เติบโตขึ้นประมาณ 3 เท่าตัว โดยปี 2553 บริษัทมีกำไร 38.85 ล้านบาท ขณะที่ในช่วง 9 เดือนแรกปี 2554 มีกำไรแล้ว 80.14 ล้านบาท นอกจากนี้ราคาหุ้นของบริษัทยังต่ำกว่ามูลค่าหุ้นทางบัญชี (บุ๊กแวลู) ที่ 7.51 บาท ค่อนข้างมาก ล่าสุดราคาปิดที่หุ้นละ 5.70 บาท
สาเหตุที่กำไรของบริษัทเติบโตขึ้นมาก เป็นเพราะไม่ได้แข่งขันตัดราคาค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์ (คอมมิชชัน) ทำให้คอมมิชชันเฉลี่ยของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 0.18% ซึ่งสูงกว่าอุตสาหกรรมที่อยู่ประมาณ 0.15-0.16%
ขณะเดียวกัน ยังมีรายได้จากธุรกิจอนุพันธ์เข้ามาค่อนข้างมาก เพราะบริษัทมีมาร์เก็ตแชร์ตลาดอนุพันธ์สูง 4-5% และยังมีกำไรจากการซื้อขายอนุพันธ์ด้วย







