
แนะแผนป้องกันน้ำท่วมต้องต่อเนื่อง
เอกชนเชื่อแผนป้องกันน้ำท่วมระยะยาว สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนได้ แต่หวั่นรัฐบาลทำไม่ได้ ขาดความต่อเนื่อง หากการเมืองเปลี่ยน
เอกชนเชื่อแผนป้องกันน้ำท่วมระยะยาว สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนได้ แต่หวั่นรัฐบาลทำไม่ได้ ขาดความต่อเนื่อง หากการเมืองเปลี่ยน
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวหลังงานสัมมนาสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ส่งออกและผู้ผลิตที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยเมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมาว่า หลังจากได้รับฟังคำชี้แจงเรื่องมาตรการการจัดการน้ำในระยะสั้นและระยะยาว ถือว่าเป็นมาตรการที่ดีครอบคลุมทุกมิติ สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้เป็นอย่างดี แต่สิ่งที่สำคัญคือการที่รัฐบาลจำเป็นต้องทำให้ได้ตามแผนที่วางไว้ และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนรัฐบาล ซึ่งหากทำได้จะช่วยลดผลกระทบที่เกิดขึ้นได้
ทั้งนี้ เชื่อว่าเอกชนและนักลงทุนจะมีความเข้าใจในการแก้ปัญหาของรัฐบาลมากยิ่งขึ้น และสามารถฟื้นฟูหรือวางแผนธุรกิจต่อไปได้ โดยเฉพาะในส่วนของนิคมอุตสาหกรรม ที่จะมีความมั่นใจ และดำเนินการทำเขื่อนป้องกันน้ำท่วมต่อไป
นายโอกิ ไทคัน อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยโตเกียว กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ของไทยครอบคลุมทุกแง่มุมของการป้องกันน้ำท่วม ซึ่งการสนับสนุนของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ และผู้นำทางการเมืองต้องมีความจริงใจที่จะดำเนินการ ซึ่งเชื่อว่าประสบการณ์ของประเทศญี่ปุ่นจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยเป็นอย่างมาก
ด้านนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ภายในสัปดาห์หน้าจะเร่งชี้แจงมาตรการดังกล่าวไปสู่ทุกภาคส่วนมากขึ้น โดยในส่วนของแผนระยะสั้น ที่จะต้องใช้งบประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะใช้ดำเนินการปรับปรุงสิ่งก่อสร้างเดิม ขุดลอกทางน้ำ จัดตั้งคลังข้อมูล ระบบเตือนภัยและพยากรณ์ รวมถึงการทำแผนเผชิญเหตุเฉพาะที่
คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ทันที เนื่องจากจะใช้งบประมาณจากงบประมาณประจำปี โดยในปี 2555 จะใช้งบจำนวน 1.2 หมื่นล้านบาท และปี 2556 ใช้งบ 5,000 ล้านบาท โดยจะดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 6-8 เดือน
ขณะที่การวางมาตรการระยะยาวที่ต้องใช้งบประมาณเบื้องต้น 3.5 แสนล้านบาท ในการสร้างสิ่งก่อสร้าง และวางแผนบริหารจัดการน้ำ ทั้งในพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ งบในส่วนดังกล่าวส่วนใหญ่จะมาจากการกู้เงินภายในประเทศ เนื่องจากสภาพคล่องในประเทศมีเพียงพอ
สำหรับการวางว่าโครงการไหนต้องทำก่อนหรือทำหลังนั้น ขึ้นอยู่กับประเภทของโครงการด้วย เพราะบางโครงการต้องมีการทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ซึ่งจะใช้ระยะเวลา ดังนั้นโครงการไหนมีความพร้อมก่อนก็จะเร่งดำเนินการก่อน
อย่างไรก็ตาม การลงทุนระยะสั้น 1.7 หมื่นล้านบาท เป็นเพียงการทำเพื่อป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญไม่ให้น้ำท่วมเท่านั้น ส่วนการลงทุนระยะยาว 3.5 แสนล้านบาท ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นมาตรการป้องกันน้ำท่วมสมบูรณ์ เพราะปัญหาน้ำต้องมีการทำอย่างต่อเนื่อง และยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องดำเนินการ







