
กรมโรงงานเตรียมแก้พ.ร.บ.โรงงานใหม่
กรมโรงงานเตรียมปรับปรุงพ.ร.บ.โรงงานใหม่ ให้ทันสมัย และสอดคล้องกับการดูแลสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน
กรมโรงงานเตรียมปรับปรุงพ.ร.บ.โรงงานใหม่ ให้ทันสมัย และสอดคล้องกับการดูแลสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน
นายอาทิตย์ วุฒิคะโร อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยว่า กรมฯ มีแผนจะปรับปรุงแก้ไขพ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 ให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน โดยขณะนี้ได้ตั้งงบประมาณไว้ 3.5 ล้านบาท และร่างทีโออาร์เพื่อเปิดรับผู้เชี่ยวชาญที่จะเข้ามาปรับปรุงกฎหมาย ซึ่งจะใช้สถาบันการศึกษา เข้ามาดำเนินการตั้งแต่ขั้นตอนการทบทวนกฎหมายฉบับเดิม การรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย และนำเสนอร่างกฎหมายใหม่เข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยจะพยายามทำร่างฯให้แล้วเสร็จภายในเดือนก.ย. 2555
ทั้งนี้ การร่างกฎหมายฉบับใหม่เรื่องที่จะมีการปรับปรุง เช่น การกำหนดค่าธรรมเนียมรายปี หรือการต่อใบอนุญาต ที่ควรกำหนดให้สะท้อนกับขนาดของโรงงานอุตสาหกรรม และผลที่โรงงานอุตสาหกรรมก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยปัจจุบันมีการกำหนดโรงงานขนาดใหญ่ที่มีขนาด 6,000 แรงม้าขึ้นไป เสียค่าธรรมเนียมที่ 1.8 หมื่นบาท ซึ่งขนาดที่ใหญ่กว่านี้ เช่น 2- 3 หมื่นแรงม้า ก็ควรจะเสียค่าธรรมเนียมในอัตราที่สูงกว่า 1.8 หมื่นบาท เพราะโรงงานขนาดใหญ่ย่อมสร้างกระทบที่จะเกิดขึ้นมาก และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อโรงงานขนาดเล็กด้วย
ตลอดจนจะกำหนดให้มีการนำค่าธรรมเนียมไปตั้งเป็นกองทุนพัฒนาโรงงาน จากปัจจุบันค่าธรรมเนียมที่เก็บได้ปีละ 300 ล้านบาท จะจัดส่งเข้ารัฐ เพื่อให้สามารถนำเงินส่วนนี้มาดูแลอุตสาหกรรมในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมเอง
การขออนุญาตตั้งขยายโรงงาน ต้องการให้มีการปรับกระบวนการ โดยให้หน่วยงานกลางเข้ามามีบทบาทหน้าที่ในการตรวจสอบก่อนที่จะส่งเรื่องให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมอนุญาต รวมทั้งโรงงานขนาดใหญ่ควรจะมีคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาอนุญาต โดยต่างจากเดิมที่อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมมาพิจารณาอนุญาต เพื่อจะทำให้การอนุญาตมีความโปร่งใสมากขึ้นและปราศจากการแทรกแซงของผู้มีผลประโยชน์ และจะต้องมากำหนดประเภทและขนาดที่ถือเป็นโรงงานใหญ่ที่ต้องให้คณะกรรมการพิจารณา
มาตรา 30 เรื่องเขตประกอบการอุตสาหกรรมจะต้องปรับปรุงให้มีความชัดเจนมากขึ้น จากเดิมโรงงานที่อยู่ในเขตประกอบการจะถูกดูแลโดยนิติบุคคลเจ้าขอองเขตประกอบการ แต่มีปัญหาว่านิติบุคคลไม่ทำหน้าที่กับดูแล ซึ่งส่งผลให้ไม่มีการดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อม กฎหมายฉบับใหม่จึงต้องกำหนดบทบาทหน้าที่ให้มีความชัดเจน
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่ต้องการเลิกประกอบกิจการจะต้องกำหนดให้แก้ปัญหามลพิษที่ตกค้างให้เสร็จก่อนจึงจะเลิกโรงงานได้ โดยอาจเก็บเงินประกันไว้จนกว่าโรงงานจะแก้ปัญหามลพิษตกค้างเสร็จ ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าโรงงานที่เลิกกิจการจากปัญหาขาดทุนหรือล้มละลายจะละเลยปัญหาสารตกค้างไว้ โดยเฉพาะสารตกค้างในดินที่อาจมีสารเคมีรั่วไหลลงดินในระหว่างประกอบการ ซึ่งในปัจจุบันกรมโรงงานอุตสาหกรรมไม่สามารถสั่งให้โรงงานดังกล่าวแก้ปัญหาก่อนให้เลิกกิจการได้
“การปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมกำกับดูแลอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับสังคม” นายอาทิตย์ กล่าว







