
อำพล โพธิ์โลหะกุล นำทัพ บลจ.กสิกรไทย ปั้นสินทรัพย์ 1 ล้านล้าน ใน 2 ปี
ถึงจะข้ามฝั่งมาจากธนาคารกสิกรไทย แต่ถ้าได้ฟังวิสัยทัศน์ในวันเปิดตัว “ประธานกรรมการบริหารคนใหม่”
ถึงจะข้ามฝั่งมาจากธนาคารกสิกรไทย แต่ถ้าได้ฟังวิสัยทัศน์ในวันเปิดตัว “ประธานกรรมการบริหารคนใหม่”
โดย..สวลี ตันกุลรัตน์
ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย จะรู้ว่า อำพล โพธิ์โลหะกุล ไม่ใช่มือใหม่สำหรับอุตสาหกรรมจัดการกองทุน เพราะเขาชิมลางโดยการนั่งตำแหน่งกรรมการ บลจ.กสิกรไทย มาหลายยุคหลายสมัย
เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องยากที่เขาจะนำทัพ บลจ.กสิกรไทย ให้เป็น บลจ.แรกของประเทศที่มีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารขึ้นไปแตะ 1 ล้านล้านบาท ภายในปี 2556 หรือ 2 ปี นับจากวันที่เขาเข้ามานั่งบริหารอย่างเต็มตัว
นอกจากนี้ อำพล ยังช่วย “ลดช่องว่าง” ในการทำงานร่วมกันระหว่างธนาคารกสิกรไทย และ บลจ.กสิกรไทย
“บลจ.ขนาดใหญ่ ต่างมีธนาคารพาณิชย์เป็นธนาคารแม่ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นการทำงานร่วมกับธนาคารเป็นเรื่องที่สำคัญ และจากประสบการณ์การทำงานที่ธนาคารมา 20 ปี ทำให้รู้ว่าใครทำอะไร ที่ไหน ในธนาคาร เมื่อเกิดปัญหาในการทำงานสามารถยกหูโทรศัพท์คุยได้ทันที” อำพล กล่าว
และนี่เป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของ อำพล เพราะเมื่อธนาคารและ บลจ.ทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี ย่อมจะเสริมศักยภาพในการทำงานของทั้งธนาคารในฐานะเครือข่ายสาขา ผู้ทำหน้าที่ติดต่อกับลูกค้าและทีมงานของ บลจ.
เป้าหมายอีกประการหนึ่งที่ อำพลในฐานะผู้นำทัพจะต้องทำให้ได้คือ “รักษาแชมป์” เอาไว้ให้ได้ และยิ่งไปกว่านั้นจะต้องทิ้งห่างเบอร์สองและสามให้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งนี้ ในปี 2555 บลจ.กสิกรไทย ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (เอยูเอ็ม) ขึ้นไปถึง 8.99 แสนล้านบาท โดยเพิ่มสินทรัพย์ให้ได้อีก 1.59 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโต 22% จากสิ้นปี 2554 ที่มีเอยูเอ็ม 7.4 แสนล้านบาท หากสามารถเติบโตได้ในอัตรานี้จะถือว่าเติบโตได้มากกว่าอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่องจากปี 2554
เมื่อปี 2554 บลจ.กสิกรไทย นอกจากจะรักษาตำแหน่งเบอร์หนึ่งเอาไว้ได้แล้ว ยังสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดให้กับทุกกลุ่มธุรกิจได้ โดยกองทุนรวมมีส่วนแบ่งการตลาด 26% เพิ่มขึ้นจาก 24% เมื่อปี 2553 กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ มีส่วนแบ่งการตลาด 22% เพิ่มขึ้นจาก 16% และกองทุนส่วนบุคคลเพิ่มเป็น 24% จาก 23%
ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาดของ บลจ.กสิกรไทย เพิ่มขึ้นเป็น 25% จาก 22% เมื่อปี 2553 โดยส่วนใหญ่ยังเป็นการเติบโตมาจากกองทุนตราสารหนี้ประเภทกำหนดอายุโครงการ
ขณะที่กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) มีเม็ดเงินลงทุนใหม่รวม 1.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ประมาณ 9% ซึ่งยังคงรักษาส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ในกลุ่มกองทุนดังกล่าวได้อย่างต่อเนื่อง
“หากเป็นไปตามเป้าหมายแล้ว เป็นไปได้ที่เอยูเอ็มขึ้นไปแตะ 1 ล้านล้านบาท ภายใน 2 ปี” อำพล กล่าว
อำพล ยังกล่าวอีก สำหรับปีนี้ปัจจัยที่จะเป็นตัวผลักดันอุตสาหกรรมคือ การลดความคุ้มครองเงินฝากเหลือไม่เกิน 1 ล้านบาท ตั้งแต่ในวันที่ 11 ส.ค.นี้ ที่คาดว่าจะทำให้มีเม็ดเงินจากเงินฝากไหลเข้ามาลงทุนในกองทุนมากขึ้น รวมทั้งประเด็นเรื่องอัตราส่วนที่ธนาคารจะส่งเงินสมทบเข้าสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ที่อาจจะมีผลต่อการแข่งขันระดมเงินฝากของธนาคาร
กลยุทธ์สำคัญที่ อำพลนำมาใช้ในการขับเคลื่อนธุรกิจกองทุนในปีนี้คือ “กองทุนกสิกรไทย...กองทุนสำหรับคนคิดบวก” โดย “ลูกค้าที่คิดบวก” คือ กลุ่มผู้ลงทุนส่วนใหญ่ที่ต้องการเพิ่มพูนความมั่นคงทางการเงินในอนาคต และต้องการทำสิ่งใหม่ๆ เพื่อให้ชีวิตดีขึ้นในทุกๆ วัน
“โดยมุ่งตอบโจทย์ของลูกค้าที่ต้องการสร้างความมั่งคั่งควบคู่กับความมั่นคงทางอนาคตการเงิน ด้วยผลิตภัณฑ์กองทุนที่พร้อมจัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation) และกระจายการลงทุน (Asset Diversification) ท่ามกลางความผันผวนและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ในปี 2555 ตลอดจนเตรียมยกระดับระบบการให้บริการผู้ลงทุนอย่างเต็มประสิทธิภาพ” อำพล กล่าว
อำพล ยอมรับว่า “แนวคิดนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับอุตสาหกรรมจัดการกองทุน แต่เราจะพยายามนำเสนอแนวคิดนี้ไปสู่ลูกค้าให้ได้ โดยการสื่อความไปถึงลูกค้าอย่างชัดเจน ซึ่งเครือข่ายสาขาธนาคารจะแนะนำให้ลูกค้ามีการจัดสรรเงินลงทุน และการกระจายเงินลงทุนให้ได้อย่างเหมาะสม”







