
หุ้น ทองคำ น้ำมัน จะเลือกอะไรดี
ท่ามกลางที่ทั่วโลกจับตาการแก้ไขวิกฤตยุโรปอยู่ ซึ่งส่งแรงกระเพื่อมไปทุกหย่อมหญ้า
ท่ามกลางที่ทั่วโลกจับตาการแก้ไขวิกฤตยุโรปอยู่ ซึ่งส่งแรงกระเพื่อมไปทุกหย่อมหญ้า
โดย...พนิตศรณ์ หวังจงชัยชนะ
บงกชรัตน์ สร้อยทอง
ท่ามกลางที่ทั่วโลกจับตาการแก้ไขวิกฤตยุโรปอยู่ ซึ่งส่งแรงกระเพื่อมไปทุกหย่อมหญ้า ขณะที่ประเทศไทยต้องจับตาการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและความสามารถในการเรียกความเชื่อมั่นกับนักลงทุนมากน้อยขนาดไหนหลังเกิดมหาอุทกภัย ทางบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย จึงจัดสัมมนา “Investment Strategies ไขรหัส พลิกวิกฤต พิชิตการลงทุน” เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับนักลงทุน เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2555 ที่ผ่านมา
เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปี 2555 อยู่ที่ 4.3% ซึ่งขึ้นกับ 2 ปัจจัยหลัก คือ การแก้ไขวิกฤตของยุโรปและการแก้ปัญหาน้ำท่วมที่ชัดเจน
ปัญหายุโรปมีความสำคัญ เนื่องจากไทยมีสัดส่วนการส่งออกไปยุโรปถึง 11% โดยกรณีเลวร้ายสุดหากยุโรปมีการแยกประเทศ แต่ก็ยังมั่นใจว่าจีดีพีไทยโตได้ถึง 1% คงไม่ติดลบ 23% เหมือนตอนเกิดวิกฤตสหรัฐ
อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยมองว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะเข้าไปซื้อพันธบัตรไว้ สามารถประคองสถานการณ์ในยุโรปไปได้ถึงสิ้นปีนี้ ซึ่งช่วยให้ตลาดมีความมั่นใจขึ้นได้
กวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย (KSEC) มองว่า ปีนี้ดัชนีหุ้นจะผันผวนตามเศรษฐกิจโลกที่เติบโตอย่างเชื่องช้า จังหวะของการเข้าลงทุนหรือขายออกจึงเป็นเรื่องสำคัญ ให้กรอบเคลื่อนไหวแนวต้านที่ 1,150 จุด และกรอบแนวรับ 812 จุด ซึ่งรวมภายใต้สมมติฐานว่ายุโรปมีการแตกเป็นเสี่ยงแล้ว
ในเดือน ม.ค. นักลงทุนยังมีช่องว่างให้ขายทำกำไรหุ้นไม่มาก ฉะนั้นอยากเตือนให้นักลงทุนเก็งกำไรอย่างระมัดระวัง อย่ามัวย่ามใจเมื่อเห็นหุ้นขึ้น และอย่าตกใจเมื่อจะเห็นหุ้นลง เพราะช่วงไตรมาสแรกเป็นภาวะที่วิกฤตยุโรปกดดันตลาด
ส่วนในเดือน ก.พ.มี.ค. คาดว่าดัชนีจะปรับฐานสู่ 900-950 จุด ถือเป็นจังหวะดีที่นักลงทุนควรสะสมหุ้นที่เกี่ยวการบริโภคภายในประเทศและหุ้นปันผล อาทิ กลุ่มอาหารและค้าปลีก เช่น บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) บริษัท สยามแม็คโคร (MAKRO) บริษัท ผลิตไฟฟ้า (EGCO) บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น (INTUCH) บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป (MAJOR) บริษัท น้ำประปาไทย (TTW) บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ (BAFS)
นอกจากนั้น จะสะสมหุ้นอยู่ในกระแส เช่น บริษัท แสนสิริ (SIRI) เพราะมีการขยายตัวโดดเด่นและสัดส่วนราคาปิดกำไรต่อหุ้น (พี/อี) ที่ต่ำ บริษัท ไทยคม (THCOM) ที่หุ้นจะกลับมามีกำไร บริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน (HEMRAJ) กำไรจะโตมากถึง 300% บริษัท น้ำตาลขอนแก่น (KSL) ราคาถูกเมื่อเทียบกับหุ้นในภูมิภาคและมีการจ่ายปันผลสูง บริษัท ล็อกซเล่ย์ (LOXLEY) ที่จะเริ่มมีรายได้จากการประมูลธุรกิจ 3จี และมีหวยออนไลน์ โดยทั้งหมดนี้รอทยอยขายทำกำไรในไตรมาส 2 ที่สถานการณ์จะกลับมาดีขึ้นและหุ้นดีดขึ้นเข้าสู่ระดับมากกว่า 1,000 จุด
“สุวิทย์ ฉันทไกรวัฒน์” ที่ปรึกษาทางการเงินอาวุโส KSEC กล่าวว่า สำหรับการลงทุนในต่างประเทศยังคงเน้นไปลงทุนในโซนเอเชีย ซึ่งหาก ECB ซื้อพันธบัตรยุโรปจะทำให้ความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น หรือหากยุโรปผิดชำระหนี้จริงๆ ตลาดหุ้นเอเชียก็ยังเป็นที่น่าลงทุนอยู่ดี
“หุ้นเอเชียเบอร์ 1 ต้องยกให้ประเทศจีนที่ราคาหุ้นยังถูก และแม้เศรษฐกิจจะชะลอตัวแต่ก็ยังอยู่ในระดับ 9% เพราะเริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงิน รองลงมาคือ ประเทศอินเดีย ที่เงินเฟ้อเริ่มลดลงและจีดีพีจะโตมากกว่าปีที่ผ่านมา”
กลยุทธ์ลงทุนทองคำขาขึ้น
นที ดำรงกิจการ ที่ปรึกษาทางการเงินอาวุโส บล.กสิกรไทย กล่าวว่า มุมมองของฝ่ายวิจัยต่อราคาทองคำในระยะกลางและยาวยังเป็นขาขึ้น แต่ในระยะสั้นอาจเจอแรงกดดันจากค่าเงินสหรัฐที่แข็งค่า แต่เชื่อว่าไม่น่าจะหลุดต่ำกว่าระดับ 1,500 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เพราะความต้องการซื้อจากธนาคารกลางแต่ละประเทศและผู้ลงทุนรายบุคคลมีอยู่สูงมาก
ขณะเดียวกันมองว่าผลพวงจากวิกฤตหนี้ในยุโรปจะเป็นตัวขับเคลื่อนให้ราคาทองคำมีโอกาสทดสอบระดับ 1,900 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ได้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในปี 2554
จากตัวเลขผลตอบแทนย้อนหลังในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าราคาทองคำให้ผลตอบแทน 474% สูงที่สุดและชนะหุ้นไทย ให้ผลตอบแทน 281% ตามมาด้วยลงทุนในน้ำมันให้ผลตอบแทน 269% สินค้าเกษตร 138% ตราสารหนี้ 45% และฝากประจำ 1 ปี ให้ผลตอบแทน 25%
“นที” ให้คำแนะนำกลยุทธ์การลงทุนในทองคำขึ้นอยู่กับจังหวะ หากผู้ลงทุนเห็นว่าทองคำมีทิศทางขาขึ้นชัดเจน แนะนำให้ลงทุนผ่านอีทีเอฟอ้างอิงการลงทุนในทองคำ
แต่ในจังหวะที่ไม่แน่ใจในทิศทางราคาทองคำและกังวลเรื่องค่าเงินบาทอาจส่งผลต่อราคาทองคำได้ แนะนำให้นักลงทุนซื้อกองทุน KGold ซึ่งเป็นกองทุนทองคำที่มีการป้องกันความเสี่ยงเรื่องของค่าเงิน พร้อมกับเปิดสถานะขายล่วงหน้า (ชอร์ต) ในโกลด์ฟิวเจอร์ส โดยให้ลงทุนทั้งสองทางด้วยเม็ดเงินเท่าๆ กันเพื่อทำการปิดความเสี่ยง
ด้วยกลยุทธ์ดังกล่าวได้แนะนำให้ลูกค้าใช้กลยุทธ์นี้ระหว่างวันที่ 6 ก.ย.-6 ต.ค. 2554 พบว่าสามารถสร้างผลตอบแทนสุทธิ ซึ่งหักค่าธรรมเนียมต่างๆ แล้ว 2.65% ถือว่าสามารถสร้างผลตอบแทนในระดับที่น่าพอใจภายในระยะเวลาเพียง 1 เดือน
‘ทิ้ง PTTEP ซื้อ PTT แทน’
ธนพร วิศรุตพงษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย คาดแนวโน้มราคาน้ำมัน (ดูไบ) ในปีนี้ของฝ่ายวิจัยว่า น่าจะอยู่ที่ระดับ 107 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งใกล้เคียงกับโบรกเกอร์อื่น แม้ว่าเพิ่มขึ้นไม่มากจากปีที่ผ่านมาเฉลี่ยอยู่ที่ 106 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่ระหว่างทางยังคงมีความผันผวนสูง
ภาพรวมราคาน้ำมันในปี 2555 จากการประเมินของ US Energy Information Adminstration (EIA) คาดว่าความต้องการน้ำมันจะเพิ่มขึ้น 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ 89.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 88.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้ว่าเศรษฐกิจของสหรัฐและยุโรปจะยังมีปัญหา แต่ได้ภูมิภาคเอเชียมาทดแทน โดยเฉพาะจากจีนและอินเดีย
ขณะที่ฟากการผลิตน้ำมันนั้น ทางลิเบียเริ่มกลับมาผลิตและเริ่มส่งออกประมาณ 7 แสนบาร์เรลต่อวัน ในปี 2554 คาดว่าจะเป็นเพิ่ม 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในอีก 1 ปีข้างหน้านี้ ขณะที่ทางกลุ่มโอเปกน่าจะลดกำลังการผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับของลิเบีย
ส่วนข้อกังวลกรณีของอิหร่านได้สร้างความกังวลอย่างมาก ในฐานะผู้ผลิตน้ำมันอันดับ 4 ของโลก ด้วยปริมาณ 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็น 4% ของอุปทานโลก แต่เชื่อว่าเป็นเพียงสงครามข่าวเท่านั้น และอิหร่านไม่น่าจะทำจริง เพราะอิหร่านมีรายได้จากการส่งออกน้ำมันคิดเป็นสัดส่วน 80% ของจีดีพี จึงไม่น่าจะทำอะไรให้กระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ
“ต้นทุนในการผลิตน้ำมันขณะนี้อยู่ที่ 70-85 เหรียญสหรัฐแล้ว และทางกลุ่มโอเปกพยายามรักษาราคาน้ำมันให้อยู่ในช่วง 90-100 เหรียญสหรัฐ จึงเชื่อว่าราคาน้ำมันไม่น่าจะลดลง และในช่วงครึ่งปีหลังจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐมักจะหนุนให้ราคาน้ำมันมีทิศทางที่ดี” ธนพร กล่าว
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า เมื่อเห็นทิศทางราคาน้ำมันจะดี แนะนำให้ลงทุนในกลุ่มพลังงาน ซึ่งคงหนีไม่พ้นหุ้นบริษัท ปตท. (PTT) และหากใครที่ถือหุ้นบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) แนะนำให้ขายและมาถือ PTT เพราะ PTT มีจุดเด่นกว่าตรงที่มีรายรับเงินสดเข้ามาอย่างสม่ำเสมอจากธุรกิจขนส่งพลังงานทางท่อ
นอกจากนี้ หาก PTT สามารถบรรลุข้อตกลงสามารถปรับขึ้นราคาขายเอ็นจีวี 0.50 บาทต่อครั้ง รวม 6 บาทในปีนี้ หรือทำให้ราคาขายเพิ่มจาก 8.50 บาท เป็น 14.50 บาท ทำให้ภาพของ ปตท.ดีขึ้น ขาดทุนลดลง จากเดิมเป็นผู้เข้าไปสนับสนุนจนทำให้เกิดผลขาดทุนจากเอ็นจีวีปีละ 1 หมื่นล้านบาท







