posttoday
ออสเตรเลียกับภาษีคาร์บอน โอกาสและอุปสรรคของไทย (1)

ออสเตรเลียกับภาษีคาร์บอน โอกาสและอุปสรรคของไทย (1)

12 มกราคม 2555

เมื่อปลายปีที่แล้ว ใครที่ติดตามมาตรการด้านโลกร้อนคงเห็นว่า

เมื่อปลายปีที่แล้ว ใครที่ติดตามมาตรการด้านโลกร้อนคงเห็นว่า

โดย..สืบศักดิ์ สืบสายอ่อน

ขณะนี้ออสเตรเลียมีการบังคับใช้มาตรการภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ภายใต้กฎหมายพลังงานสะอาด ในชื่อ “แผนพลังงานสะอาดเพื่ออนาคต” (Clean Energy Future Plan)

ซึ่งก็เป็นที่ทราบว่ามาตรการดังกล่าว มีผลต่อการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศของออสเตรเลีย เนื่องจากบริษัทเหล่านี้จะต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น

แล้วปัจจัยอะไรที่ส่งผลให้กฎหมายดังกล่าว ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสมาชิกออสเตรเลีย (36 ต่อ 32 เสียง) โดยผลของกฎหมายจะส่งผลให้บริษัทเอกชนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งโรงงานไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิล อาทิ ถ่านหิน เป็นต้น ต้องจ่ายภาษีในอัตรา 2-3 เหรียญออสเตรเลีย หรือราว 720 บาท ต่อปริมาณการปล่อยคาร์บอน 1 ตัน โดยกฎหมายฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.ปีนี้แล้ว

ปัจจัยที่ส่งผลให้ออสเตรเลียมีการปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรวดเร็ว พิจารณาได้จากผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่เด่นชัดมีในช่วงปี ค.ศ. 2006-2007 นี้เองครับ เมื่อประเทศนี้ต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์

ประกอบกับเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในโลก พบว่า ออสเตรเลียจะมีสัดส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงร้อยละ 1.5 แต่จัดเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน 20 อันดับแรกของโลก จึงเป็นแรงกดดันที่ทำให้ภาครัฐต้องมีแผนในการจัดการก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งการส่งเสริมพลังงานสะอาดเพื่อลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงจากฟอสซิล อันเป็นสาเหตุสำคัญของก๊าซเรือนกระจกในขณะนี้

ความพยายามในการออกกฎหมายด้านพลังงานสะอาดเริ่มตั้งแต่ในปี ค.ศ. 2007 ภายใต้โครงการลดมลพิษจากคาร์บอน (Carbon Pollution Reduction Scheme) แต่โครงการดังกล่าวไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา

จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว “แผนพลังงานสะอาดเพื่ออนาคต” ได้ผ่านความเห็นชอบและกำลังจะมีผลบังคับใช้

เป้าหมายของแผนดังกล่าวจะใช้รูปแบบของกลไกทางด้านราคา (Carbon Pricing Mechanism) ในการกำหนดราคาในคาร์บอนเพื่อให้เกิดแรงจูงใจในการลดก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในการพัฒนาพลังงานสะอาด และเงินที่ได้จากภาษีดังกล่าวยังถูกนำมาใช้ในการสนับสนุนทางการเงินในโครงการต่างๆ ที่ส่งเสริมสิ่งแวดล้อม การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การส่งเสริมภาคป่าไม้ เป็นต้น

แผนดังกล่าวกำหนดเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ถึงร้อยละ 80 ของระดับก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยในปี ค.ศ. 2000 ภายในปี ค.ศ. 2050 หรือภายในระยะเวลา 38 ปี นับจากนี้

อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวยังสร้างความวิตกว่า การกำหนดอัตราภาษีที่สูงเกินไปอาจสร้างผลกระทบต่อผู้ผลิตในประเทศ โดยศักยภาพในการแข่งขันจะลดลง และหากเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปที่มีการใช้กลไกด้านราคากับคาร์บอน กลับพบว่ามีการเก็บภาษีคาร์บอนจากผู้ผลิตเอกชนแค่ประมาณ 290400 บาท ต่อคาร์บอน 1 ตัน

นั่นเท่ากับว่าผู้ผลิตในประเทศออสเตรเลียจะได้รับผลกระทบทันที เมื่อมีการกำหนดภาษีคาร์บอนมีผลบังคับใช้

แนวคิดในการกำหนดมาตรการภาษีคาร์บอน เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ประเทศไทยควรเรียนรู้ถึงข้อดีและข้อเสียของมาตรการเพื่อประโยชน์ในการปรับตัว รวมทั้งการติดตามเพื่อเฝ้าระวังถึงผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว ที่อาจเกิดขึ้นต่อการค้าระหว่างประเทศของไทย

สำหรับในฉบับหน้ามาติดตามกันต่อครับว่า กลไกทางราคาที่นำมาใช้ในการจัดการกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มีหลักคิดทางเศรษฐศาสตร์อย่างไร

และเหตุใดออสเตรเลียยังคงคิดกำหนดภาษีคาร์บอน แม้ว่าจะกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ และอีกหลายประเด็นที่ต้องติดตาม รออ่านในฉบับต่อไปครับ m
 

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท