
ประมูลพันธบัตรในยุโรปปัจจัยกดดัน
หุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมาแกว่งตัวขึ้น
หุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมาแกว่งตัวขึ้น
โดย..พงศ์ภัทร สิริพิพัฒน์
แม้ว่าจะมีปัจจัยลบที่กดดันตลาดเรื่องการเก็บค่าธรรมเนียมสถาบันประกันเงินฝากของหุ้นในกลุ่มธนาคารเพิ่ม รวมถึงค่าธรรมเนียมในการออกตั๋ว B/E แต่ไม่ได้ส่งผลให้ตลาดปรับตัวลงมากนัก กลับปรับตัวขึ้นจากแรงซื้อของหุ้นในกลุ่มสื่อสารและหุ้นพลังงานบางหลักทรัพย์อย่าง BANPU ส่งผลให้ตลาดยังแกว่งตัวขึ้น แม้ว่าจะมีแรงขายจากหุ้นกลุ่มธนาคารกดดัน ในขณะที่ทางด้านปัญหาในยุโรปยังไม่มีพัฒนาในเชิงรูปธรรมมากนัก นอกจากการประชุมกับของผู้นำเยอรมนีและฝรั่งเศสเรื่องวินัยทางการคลังที่น่าจะได้ข้อสรุปในสิ้นเดือน
ทิศทางในสัปดาห์นี้ คาดว่าตลาดมีช่วงปรับตัวขึ้นได้ แต่แรงขายน่าจะเพิ่มมากขึ้นตามแนวต้าน 1,070 และ 1,080 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยกดดันคาดว่าจะยังคงมาจากปัญหาหนี้ในยุโรป รวมถึงความกังวลต่อกำไรของหุ้นในกลุ่มธนาคาร โดยในเบื้องต้นการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมทุกๆ 0.10% จะส่งผลให้กำไรของหุ้นในกลุ่มธนาคารลดลงประมาณ 4.3% ในขณะที่หากมีการเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นเต็มที่ คือ 1% จากเดิม 0.40% หรือเป็นการเพิ่มขึ้น 0.60% จะส่งผลกระทบต่อหุ้นในกลุ่มธนาคารมากที่สุด 25.7% (เฉพาะในส่วนของ DPA) เราประเมินว่าหากมีความชัดเจนในประเด็นนี้จึงจะทำให้มีแรงซื้อหุ้นในกลุ่มธนาคารเข้ามา
ซึ่งในตอนนี้แนวทางอื่นๆ ที่จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่ม ยังคงเป็นปัจจัยกดดันหุ้นในกลุ่มธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมตั๋ว B/E จากเดิมที่ไม่มีการเก็บ หรือการที่ยังคงภาษีธนาคารไว้ ไม่ได้ลดลงไปอยู่ที่ 23% เช่นเดียวกับธุรกิจอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ดูจะยังไม่ได้ความชัดเจนในเร็วๆ นี้ พรรคประชาธิปัตย์จะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความร่างพระราชกำหนด เนื่องจากมองว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน แต่ในระหว่างนี้รัฐบาลยังสามารถประกาศใช้ พ.ร.ก.ไปก่อน
สำหรับปัจจัยภายนอก ประเด็นที่ตลาดจับตายังคงเป็นเรื่องปัญหาหนี้ในยุโรป ซึ่งในวันนี้จะมีการประชุม ECB รวมถึงการประกาศ LTRO รอบสอง วงเงิน 6 แสนล้านยูโร ที่จะเป็นการเพิ่มสภาพคล่องให้กับภาคธนาคารยุโรปโดยตรง เป็นการแก้ปัญหาสภาพคล่องได้ในระยะกลาง แต่หากตัวเลขที่ธนาคารพาณิชย์ขอกู้ ECB มีมากเกินไป ตลาดอาจจะตีความว่าธนาคารในยุโรปยังมีปัญหาเรื่องสภาพคล่องมาก เราประเมินว่าโครงการ LTRO จะสามารถช่วยแก้ปัญหาสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ได้พอควร แต่ประเด็นอยู่ที่การนำไปใช้มากกว่า เนื่องจากตัวเลขที่ธนาคารพาณิชย์ในยุโรปนำมาฝากไว้กับ ECB เพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ แสดงให้เห็นว่าเงินยังไม่ได้ถูกนำไปใช้ และปัญหาเรื่องกับดักสภาพคล่องจะกลับมาเป็นประเด็น
สำหรับภาพในระยะกลาง ประเมินว่ายังคงมีความเสี่ยง เนื่องจากในไตรมาสแรกของปีจะเป็นช่วงที่มีตราสารหนี้ในยุโรปครบกำหนดอายุไถ่ถอนและระดมทุนมากที่สุด ทั้งอิตาลี กรีซ สเปน และฝรั่งเศส โดยอิตาลียังคงเป็นที่จับตามองของตลาด หลังจากที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี ยังวนเวียนที่บริเวณ 7% นอกจากนี้เฉพาะเดือน ก.พ. เพียงเดือนเดียว อิตาลีมีตราสารหนี้ที่ครบกำหนดถึง 5.56 หมื่นล้านยูโร
อย่างไรก็ตาม เราประเมินว่าหากตลาดปรับตัวลงมา คาดว่าการปรับตัวลงของตลาดจะมีช่วงรีบาวด์ได้เร็ว หากปัญหาไม่ลุกลามไปไกลถึงขั้นเกิดการแยกตัวของประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร เนื่องจากปัจจัยในภาพรวมสภาพคล่องยังคงล้นตลาด อัตราผลตอบแทนจากพันธบัตร (ของประเทศที่ไม่มีปัญหาหนี้) ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ทำให้มีการจัดสรรเงินลงทุนบางส่วนเพื่อเข้าสู่ตลาดทุนเพื่อหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น โดยนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังคงอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ พร้อมกับมีการใช้นโยบายทางด้านการเงินที่ไม่เป็นแบบแผนเพิ่มเข้ามาอีก เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้สภาพคล่องยังคงอยู่ในระดับสูงและหนุนตลาดหุ้น แม้ว่าการเติบโตของกำไรจะไม่ได้อยู่ในระดับสูงก็ตาม ซึ่งปีหน้ากำไรของบริษัทจดทะเบียนเติบโตเพียง 10.2% (ยังไม่ได้รวมผลกระทบจากกลุ่มธนาคารที่แนวโน้มกำไรจะลดลงจากค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น)
กลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนรวมถึงผู้ถือหน่วยลงทุน LTF ขายหุ้นในช่วงปรับตัวขึ้น และรอซื้อกลับในช่วงตลาดปรับตัวลง โดยเฉพาะในช่วงหลังจากไตรมาสแรกของปีไปแล้ว เนื่องจากประเมินว่าจากสภาพคล่องในระบบที่ยังสูงจะเป็นกลไกที่ทำให้ตลาดมีช่วงรีบาวด์ได้เร็ว







