
ทำไมเงินทุนสำรองระหว่างประเทศถึงแตะต้องไม่ได้
เป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ของประเทศไทยในขณะนี้ คือเรื่องการโอนหนี้สินของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
เป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ของประเทศไทยในขณะนี้ คือเรื่องการโอนหนี้สินของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
โดย...เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์
ที่เป็นมรดกตกทอดตั้งแต่สมัยวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อสิบกว่าปี ซึ่งปัจจุบันมีมูลหนี้อยู่ 1.14 ล้านล้านบาท และดอกเบี้ยที่ต้องชำระต่อปีประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาท ไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแล
เรื่องนี้ความจริงก็ไม่ค่อยเกี่ยวกับปากท้อง หรือการทำมาหากินของชาวบ้านสักเท่าไร เพราะเป็นการ “โอน” หนี้ เหมือนเป็นการเปลี่ยนเงิน (ที่ตอนนี้ติดลบ) จากกระเป๋าซ้ายไปกระเป๋าขวา หนี้สินที่มีก็ไม่ได้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นแต่ประการใด
เพราะฉะนั้น การโอนหนี้ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาหนี้ แต่เป็นแค่การ “ตกแต่งบัญชี” ของประเทศ ซึ่งมีสองหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้อง คือ กระทรวงการคลัง และธปท. ที่กำลังโยน “เผือกร้อน” ไปให้อีกฝ่ายรับไว้ แต่เผือกก้อนนี้ก็ยังไม่สูญหายไปไหน ยังคงเป็น “ภาระ” ที่ประเทศไทยและคนไทยต้องแบกรับไว้ไปอีกหลายสิบปี
แต่ที่เป็นประเด็นขึ้นมาคือ ทั้งสองฝ่ายต่าง “ปลุก” กองเชียร์ขึ้นมากล่าวหาและกล่าวโทษอีกฝ่าย คือพูดแต่สิ่งไม่ดีของอีกฝ่าย โดยไม่มีฝ่ายไหนพูดความจริงที่ครบถ้วน เช่น ธปท. จะยกประเด็นเรื่อง “วินัยการคลัง” ส่วนคลังก็จะเน้นไปที่ “การฟื้นฟูประเทศ” จากภัยน้ำท่วมปีก่อน และอาจเป็นปีต่อไป ซึ่งดูเหมือน ธปท. จะมีกองเชียร์มากกว่า เพราะ “ลึกๆ แล้ว” คนจะไม่ค่อยไว้ใจ “นักการเมือง” ที่ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรีในรัฐบาล
ซึ่งความจริงต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผลและมีเป้าหมายเพื่อเสถียรภาพและการพัฒนาของประเทศ ดังนั้น ถ้าทั้งสองฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน และมอง “เจตนาดี” ของอีกฝ่าย ช่วยกัน “ผ่าทางตัน” จะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติมากที่สุด และเราจะได้ “ฟื้นฟูประเทศโดยไม่เสียวินัยทางการคลัง”
ล่าสุด ธปท.ก็เห็นชอบกับแนวทางที่คลังจะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาโดยมีเงื่อนไขคือ ไม่พิมพ์ธนบัตรเพิ่ม ไม่แตะต้องเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ และไม่เป็นภาระงบประมาณ ซึ่งก็หมายความว่า อภิมหาโครงการที่เสนอโดยคณะกรรมการที่มี ดร.วีรพงษ์ รามางกูร เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในระยะยาว และการสร้างอนาคตประเทศที่มีมูลค่าสูงถึง 2.6 ล้านล้านบาท คงต้องมาจากการกู้ล้วนๆ
และนี่คือ “สาระที่แท้จริง” ของการโอนหนี้ ที่จะทำให้รัฐบาลมี “ช่องทาง” ในการกู้มากขึ้น เพราะ “ตัวเลข” หนี้สาธารณะตามเกณฑ์ของกระทรวงการคลัง ซึ่งตอนนี้อยู่ในระดับ 40% ต่อจีดีพีจะถูกลดลงไป ช่วยเพิ่มความสามารถในการก่อหนี้ (Debt Capacity) ของภาครัฐ
แม้จะทำรัฐบาลสามารถนำเงินมาลงทุนสร้างอนาคต แต่ก็เป็นอนาคตที่คนไทยแต่ละคนจะมีหนี้สินเพิ่มอีกหลายหมื่นบาท เพราะการโอนหนี้ไม่ทำให้หนี้ที่แท้จริงหายไปไหน แต่การกู้เพิ่มย่อมเป็นภาระให้เราต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อหาเงินคืนหนี้ในอนาคต
ซึ่งถ้าเราสามารถ “ปัน” บางส่วนจากเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ที่ตอนนี้มีอยู่เกือบ 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 6 ล้านล้านบาท มาใช้ในโครงการที่ “ดร.โกร่ง” วางไว้ จะช่วยแบ่งเบาภาระหนี้สินและสร้างอนาคตที่ “ปลอดหนี้” ให้กับลูกหลานเรา
การตั้ง “กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ” (Sovereign Wealth Fund) ก็น่าจะหยิบยกขึ้นมาพิจารณาใหม่ “อย่างจริงจัง” ระหว่าง ธปท. และกระทรวงการคลัง เพราะได้พิสูจน์แล้วในหลายๆ ประเทศจากกองทุนกว่า 50 กอง ที่ได้จัดตั้งขึ้นมาว่าสามารถสร้างผลตอบแทนในระยะยาว และสร้างใช้ในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน เหมือนอย่างประเทศสิงคโปร์ เกาหลีใต้ จีน นอร์เวย์ และอีกหลายประเทศในตะวันออกกลาง
เพียงแบ่งมาแค่ 10% หรือ 6 แสนล้านบาท ก็เพียงพอสำหรับ “วงเงินแรก” 3.5 แสนล้านบาท ที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ หรือ กยอ. เตรียมกู้เพื่อวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
การลงทุนในโครงการดังกล่าว ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบรถไฟความเร็วสูง และระบบรถไฟฟ้า ก็สามารถช่วยเรื่องโลจิสติกส์ ที่จะสร้างผลตอบแทนในระยะยาว และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
อุปสรรคของการใช้ประโยชน์จากเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมีอยู่ 3 ประการ คือ หนึ่งคือ “การเมือง” สองคือ “การเมือง” และสามก็คือ “การเมือง” ทั้งการเมืองในเชิงอำนาจ เพราะใครดูแลเงิน (ไม่ใช่หนี้) ก็มีอำนาจต่อรองสูง การเมืองในเชิงผลประโยชน์ ซึ่งต้องขจัดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ตลอดจนปัญหาคอร์รัปชัน
และสุดท้าย การเมืองในเชิงกองเชียร์ ซึ่งคงต้องมีกระแสความไม่พอใจที่จะปลุก “ม็อบ” ขึ้นมาสกัดกั้นโดยไม่ดูเหตุผลและชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียของมาตรการใดๆ
อุปสรรคทั้งสามคงต้องหวังพึ่งให้กระทรวงการคลัง และ ธปท. หันหน้า เข้าหากันอีกครั้ง เพื่อ “ผ่าทางตัน” และพูดความจริงที่ครบถ้วนกันสักที
แม้จะต้องผิดเงื่อนไขที่ให้ไว้กับ ธปท. แต่ก็ช่วยให้เราไม่ต้องสร้างหนี้เพิ่มเป็น “มรดกตกทอด” ไปให้ลูกหลานในอนาคต







