
บีซาบีบุกไทยรุกเครื่องหอมปูทางอาเซียน
บีซาบี หันหัวรบบุกหนักตลาดเครื่องหอมในไทย เกาะกระแสสินค้าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ต่อยอดธุรกิจแฟรนไชส์กรุยทางสู่ตลาดอาเซียนในอนาคต
บีซาบี หันหัวรบบุกหนักตลาดเครื่องหอมในไทย เกาะกระแสสินค้าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ต่อยอดธุรกิจแฟรนไชส์กรุยทางสู่ตลาดอาเซียนในอนาคต
น.ส.กานต์วลี ณ นคร ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ บีซาบี บริษัท เจแอนด์พี เฟรแกรนเซส ผู้ผลิตและทำตลาดเครื่องหอมแบรนด์ “บีซาบี” เปิดเผยว่า ในปี 2555 นี้บริษัทจะหันมาทำตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องหอม อาทิ ก้านไม้หอม เทียนหอม ภายใต้แบรนด์ บีซาบี (BsaB) ในประเทศไทยมากขึ้น หลังจากเปิดดำเนินธุรกิจในปี 2549 และทำตลาดหลักในประเทศแถบยุโรปและเอเชีย
จากแบรนด์ผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นของคนไทย และเป็นที่รู้จักในประเทศต่างๆ ในช่วง45ปีที่ผ่านมา โดยชูจุดเด่นสินค้าเครื่องหอม 1ในแบรนด์แรกๆของโลก ที่ใช้กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม(อีโค เฟรนด์ลี) ทั้งผลิตภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์(แพคเกจจิง)
สินค้าแบรนด์ดังกล่าววางตำแหน่งเป็นสินค้าเครื่องหอมระดับบน (พรีเมียม) จับกลุ่มเป้าหมายระดับบีบวกขึ้นไป โดยมีผลิตภัณฑ์หลักๆ อาทิ เทียนหอมออร์แกนิก และไม้กระจายน้ำหอม วางระดับราคาสินค้าตั้งแต่ 550-6,500 บาท ทำตลาดผ่านช่องทางค้าปลีก และธุรกิจบริการ สปา หรือโรงแรม
นอกจากนี้ ยังได้เปิดร้านบีซาบีสาขาแรกในย่านทองหล่อ บนพื้นที่ 23 ตร.ม. เป็นครั้งแรกในไทยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เพื่อแนะนำผลิตภัณฑ์และสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย
ปัจจุบันสินค้าของบริษัท ถือว่าไม่มีคู่แข่งทางตรง แต่มีคู่แข่งทางอ้อมหลากหลายกลุ่มในตลาดเครื่องหอมในไทย ที่มีอัตราการเติบโตดีต่อเนื่อง จากพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ ที่มีรูปแบบการใช้ชีวิตพักอาอาศัยแบบส่วนตัว และนิยมผ่อนคลายตัวเองจากการใช้กลิ่นหอมบำบัดมากขึ้น เช่นเดียวกับคนในยุโรป
ในปีนี้บริษัทมีแผนขยายสาขาร้านบีซาบีเพิ่มราว 3-5 สาขา โดยในเดือน ต.ค.นี้ เตรียมแผนเปิดสาขาที่ศูนย์การค้าคริสตัล ปาร์ค เฟส 2 และเดอะ เซอร์เคิล ราชพฤกษ์ คาดลงทุนไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท พร้อมวางแผนขยายธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ รวมถึงขยายตลาดในประเทศใหม่ๆ เช่น เนเธอร์แลนด์ และนิวแคลิโดเนีย ที่เริ่มทดลองทำตลาดแล้ว
การหันมาสร้างแบรนด์ในประเทศไทยจะเป็นการต่อยอดไปสู่การทำตลาดในภูมิภาคอาเซียนเพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ด้วย จึงต้องสร้างแบรนด์และตลาดให้แข็งแกร่งในไทยก่อน โดยปัจจุบันบริษัทมีรายได้หลักจากส่งออก 90-95% และในประเทศ 5-10%







