
'บุญทักษ์'เดินหน้า สร้างบรรทัดฐานทางการเงิน
กระแสข่าวการขายหุ้นของธนาคารทหารไทย ในส่วนที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ กระทรวงการคลัง
โดย...ดำรงเกียรติ มาลา
กระแสข่าวการขายหุ้นของธนาคารทหารไทย ในส่วนที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ กระทรวงการคลัง ที่ถือครองอยู่จำนวน26.11% ออกไป กำลังเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของแวดวงการเงิน
ทุกสายตาต่างจับจ้องมองดูว่าสถาบันการเงินรายใดจะเป็นผู้หยิบชิ้นปลามันไปครองได้ในท้ายที่สุด หลังจากที่กระทรวงการคลังส่งมือดีมาปลุกปั้นธนาคารทหารไทย (ทีเอ็มบี) ให้แปลงสภาพจาก “ทหารตาย” มาเป็นธนาคารพาณิชย์ที่สร้างความแตกต่างในตลาดการเงิน ทั้งในมิติของการบริการทางการเงินที่ครอบคลุมทุกด้าน การบริหารทางการเงินที่ก่อให้เกิดการเปรียบเทียบทางด้านราคาให้ลูกค้าเลือก
จนในระยะ 2 ปีที่ผ่านมา ทีเอ็มบี ได้กลายเป็นธนาคารที่มีตราสัญลักษณ์ของการให้บริการลูกค้าที่มีต้นทุนต่ำกว่าธนาคารอื่นๆ กลายเป็นธนาคารที่สร้างความแตกต่าง “Make The Difference” ให้กับผู้ใช้บริการ
และสามารถทำกำไรได้จากที่ขาดทุนมายาวนาน...
ด้วยเหตุนี้ทำให้มีกลุ่มทุนจากต่างชาติมากหน้าหลายตาเดินสายเข้าคิวสู่ขอจากกระทรวงการคลังในราคาที่แตกต่างกันไป ท่ามกลางสถานการณ์ที่ผู้ถือหุ้นใหญ่อีกรายอย่างกลุ่มไอเอ็นจี ที่มีสัดส่วนหุ้นอยู่ในมือแล้วถึง 25.20% ยังรีรอ เพราะจมปลักโคลนอยู่กับปัญหาหนี้ในยุโรป
แม้กระนั้น กระแสข่าวที่เกิดขึ้นก็ไม่ทำให้แม่ทัพใหญ่ “บุญทักษ์ หวังเจริญ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ทีเอ็มบี ผู้ปลุกปั้นธนาคารแห่งนี้จากยุคที่มีปัญหา จนกลายมาเป็นธนาคารเนื้อหอมทุกวันนี้สะทกสะท้าน
บุญทักษ์ ยืนยันว่าเรื่องนี้จะไม่มีผลต่อแผนการดำเนินงานของธนาคารที่กำลังจะเข้าสู่ระยะที่ 3 จากแผนระยะยาว 5 ปี
บุญทักษ์ บอกว่า ในปีนี้ธนาคารจะก้าวไปสู่การเป็นธนาคารที่ให้บริการธุรกรรมทางการเงินแก่ลูกค้าได้ง่ายขึ้น มีความสะดวกสบาย ตรงความต้องการของลูกค้า โดยที่ลูกค้ามีค่าใช้จ่ายลดลง (Transactional Banking) หลังจากที่ก่อนหน้านี้ธนาคารได้ดำเนินตามแผนระยะแรก คือ การปรับโครงสร้างกระบวนการทำงานและเรียนรู้ลูกค้า
ระยะที่ 2 คือ การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่มีความแตกต่างไปแล้ว
บุญทักษ์ มั่นใจว่าการส่งผ่านการบริการทางการเงินที่ง่ายขึ้น มีต้นทุนที่แตกต่าง จะส่งผลให้ในปีนี้ธนาคารจะขยายฐานลูกค้ารายย่อยทั้งสินเชื่อและเงินฝากเพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบัญชี ลูกค้าเอสเอ็มอีไม่ต่ำกว่า 6,000 ราย ลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ 600 ราย และขยายลูกค้าสินเชื่อเครือข่ายธุรกิจใหม่ (ซัพพลายเชน) เพิ่มเป็น 50 กลุ่ม คิดเป็นมูลค่าสินเชื่อรวม 2 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่ารายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคารจะโตขึ้นกว่า 20% จากปริมาณธุรกรรมที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่สินเชื่อโดยรวม ซีอีโอทีเอ็มบี บอกว่า จะเติบโตได้มากกว่า 15% สูงกว่าตลาดที่จะโตเฉลี่ยที่ 12-13% แบ่งเป็นการเติบโตในสินเชื่อรายย่อย 20% สินเชื่อเอสเอ็มอีเติบโตขึ้น 20% สินเชื่อลูกค้ารายใหญ่เติบโตขึ้น 10% เพื่อให้สัดส่วนสินเชื่อเอสเอ็มอีต่อสินเชื่อรวมเพิ่มขึ้นเป็น 40% และสินเชื่อรายย่อยจะเพิ่มขึ้นเป็น 30% ตามแผน 5 ปี
ขณะที่อัตราหนี้เสียจะลดลงไปสู่ระดับ 4.4% ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับระยะ 10 ปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ จะมีการปรับปรุงและย้ายสาขารวมทั้งตู้เอทีเอ็มไปไว้ในทำเลที่สร้างความสะดวกสบาย เพื่อเป็นทางเลือกให้ลูกค้า
ในส่วนของการบริการรายย่อย จะมีการเพิ่มเครื่องฝากเงินอีก 140 เครื่องตามสถานที่ต่างๆ พัฒนาระบบ Internet Banking และ Mobile Banking รวมทั้งระบบ Call Center ให้มากขึ้น หลากมิติขึ้น
และจากแผนการดำเนินธุรกิจในระยะ 5 ปีดังกล่าว ธนาคารคาดว่าในปี 2557 ผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 14% ผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ที่ 1% และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิน่าจะก้าวขึ้นมาอยู่ที่ 2.8-2.9%
อัตรานี้ถือว่าใกล้เคียงกับรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ธนาคารขนาดใหญ่อย่างกรุงเทพ และกรุงไทย ที่มีค่าเฉลี่ยในการหารายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 2.89-2.9%
“ปี 2555 จะเป็นปีที่ธนาคารทีเอ็มบีจะปรับโฉมเพื่อเป็นผู้นำด้านการให้บริการธุรกรรมทางการเงินอย่างครบวงจรไปพร้อมๆ กับการออกผลิตภัณฑ์ที่สร้างความแตกต่างออกมาให้กับประชาชนเพิ่มเติม หลังจากที่ผลิตภัณฑ์อย่างบัตรเดบิตทีเอ็มบี โนลิมิต และบัญชีเงินฝากไม่ประจำ ทำให้ธนาคารมีบัญชีลูกค้าเพิ่มขึ้นถึง 1 ล้านบัญชี” ซีอีโอทีเอ็มบี แบไต๋
บุญทักษ์ กล่าวว่า สำหรับกระแสข่าวลือเรื่องการปรับเปลี่ยนผู้ถือหุ้นในธนาคารนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ เนื่องจากธนาคารเป็นบริษัทมหาชน นอกจากนี้ปัจจุบันธนาคารยังมีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะยืนได้ด้วยตัวเองแล้ว โดยหากดูจากในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่าผลตอบแทนของธนาคารมีการปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องจนมีการจ่ายเงินปันผลได้ในที่สุด
ดังนั้น แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อองค์กร
แต่จนกว่าจะถึงวันนั้น เขายังยืนยันว่าจะยังคงยึดหลักสร้างความแตกต่างทางการเงิน และรูปแบบการบริการใหม่ที่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคให้กับลูกค้าของธนาคารต่อไป
“ความฝันของผม คือ การสร้างความแตกต่าง บริการรูปแบบใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์สูงสุดกับลูกค้าให้เกิดขึ้นในระบบ ซึ่งขณะนี้เริ่มมีธนาคารอื่นๆ เดินตามเราบ้างแล้ว ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดี ผมไม่ใช่คนที่มีนามสกุลเด่นดังมาจากไหน หากสามารถสร้างบรรทัดฐานใหม่และเปลี่ยนแปลงระบบการเงินไทยในทางที่ดีขึ้นได้ ก็ถือเป็นความภูมิใจของผม” บุญทักษ์ กล่าวทิ้งท้าย
คงต้องจับตาดูว่าซีอีโอที่คิดต่างคนนี้จะมีบริการดีๆ อะไรออกมาเขย่าตลาดแวดวงการเงินอีกบ้างในปีใหม่นี้







