
รัฐถอยล้วงคลังหลวง
กิตติรัตน์รับปากยอมแก้มาตรา7 พ.ร.ก.บริหารหนี้กองทุนฟื้นฟูปิดช่องล้วงเงินคลังหลวง ก่อนเสนอครม.พิจารณาอีกครั้ง 10 ม.ค.
กิตติรัตน์รับปากยอมแก้มาตรา7 พ.ร.ก.บริหารหนี้กองทุนฟื้นฟูปิดช่องล้วงเงินคลังหลวง ก่อนเสนอครม.พิจารณาอีกครั้ง 10 ม.ค.
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวภายหลังการหารือร่วมกับนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ว่า นายกิตติรัตน์ได้รับปากที่จะปรับปรุงรายละเอียดร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.)ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ในส่วนของมาตรา 7 ทุกวรร
ทั้งนี้ในส่วนมาตรา 7 (1) เรื่องขอให้การนำส่งเงินกำไรของธปท.เพื่อชำระหนี้เงินต้นของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯนั้น โดยขอให้เพิ่มเติมว่า เป็นกำไรหลังจากหักขาดทุนสะสมที่มีอยู่ครบจำนวนแล้ว ขณะที่มาตรการ 7 (2) นั้นต้องไม่กระทบกระเทือนทุนสำรองเงินตรา และเงินบริจาคของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
ขณะที่มาตรการที่สำคัญที่สุดคือ มาตรา 7 (3) ที่เดิมกำหนดให้โอนเงินหรือทรัพย์สินของธปท.ไปตามจำนวนที่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนด ธปท.เห็นว่าไม่ควรมี เพราะหากเปิดไว้แล้วรัฐบาลหลังๆที่เข้ามาบริหารจะไม่เข้าใจจะกลายเป็นการบังคับให้ธปท.พิมพ์เงินได้
"รองนายกฯรับปากว่าจะแก้ไขมาตรา 7 ให้ เพราะเข้าใจในความกังวลของ ธปท. และตามเจตนารมย์ของรัฐบาลก็ไม่ได้ต้องการที่จะสร้างความลำบากให้กับธปท. แต่การออก พ.ร.ก.ดังกล่าว เพราะต้องการจะดูแลให้สัดส่วนการชำระหนี้ต่องบประมาณรายปี ซึ่งกำหนดไว้ไม่เกิน 15% ของงบประมาณแต่ละปีมีสัดส่วนไม่สูงเกินไป เพราะหากรัฐบาลยังต้องรับภาระดอกเบี้ยกองทุนฟื้นฟู ฯปีละ 45,000 ล้านบาท และต้องรับภาระดอกเบี้ยเงินกู้ที่จากเงินกู้ใหม่เพิ่มเติมด้วย สัดส่วนหนี้อาจจะสูงเกินจากนี้ได้"นายประสารกล่าว
ขณะที่การโอนภาระดอกเบี้ยมาให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ นั้น มีข้อตกลงว่าจะขอใช้จากเงินค่าธรรมเนียมในส่วนที่สถาบันการเงินส่งให้สถาบันคุ้มครองเงินฝาก ซึ่งในขณะนี้ส่งอยู่ 0.4% ของเงินฝากรวม มาใช้ชำระดอกเบี้ย 0.35% ซึ่งจะได้เงินประมาณ 30,000 ล้านบาท
ส่วนดอกเบี้ยที่เหลืออีกประมาณ 15,000 ล้านบาทนั้น กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯจะเก็บจากสถาบันการเงินเพิ่มเติม และเพื่อป้องกันไม่ให้สถาบันการเงินมาผลักภาระให้กับประชาชน คาดว่าจะเก็บเงินจากสถาบันการเงินเพิ่มประมาณ 9,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเท่ากับเงินภาษีนิติบุคคลที่สถาบันการเงินจะจ่ายลดลงในแต่ละปี จากนโนยายของรัฐบาลจะลดจากภาษีนิติบุคคลจาก 30% ลงเหลือ 23% ส่วนอีกประมาณ 6,000 ล้านบาท จะนำมาจากการบริหารสินทรัพย์ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ
"ได้ตกลงกับรองนายกฯว่ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯไม่ต้องโอนสินทรัพย์ที่มีอยู่จำนวน 100,000 ล้านบาทไปให้กระทรวงการคลังแล้ว แต่ให้บริหารต่อให้เกิดดอกผล และนำไปใช้หนี้เงินต้น หรือชำระดอกเบี้ยก็ได้ ตามความเหมาะสม โดยให้ธปท.เป็นคนพิจารณา ขณะที่ เงินต้น 1.14 ล้านล้านบาทยังคงอยู่ในรูปพันธบัตรรัฐบาลตามเดิม"นายประสารกล่าว
นายประสารกล่าวอีกว่า เท่าที่หารือกับ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง จะพยายามที่จะกำหนดเวลาในการชำระหนี้เงินต้น 1.14 ล้านล้านบาทให้หมด โดยตั้งเป้าว่าธปท.จะต้องพยายามคืนให้ครบภายใน 25 ปี นับจากปีนี้ และถึงแม้ว่าตอนนี้รัฐบาลจะไม่ได้กำหนดชัดเจน ถึงแนวทางการชำระคืนเงินต้น และเข้มงวดที่จะโอนเงินต้นมาไว้ที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ แต่ธปท.จะต้องพยายามที่จะหาแนวทางเพิ่มเติมในการหาเงินมาชำระหนี้เงินต้นต่อไป
นายอัชพร จารุจินดา เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เปิดเผย ขณะนี้กฤษฎีกาฯอยู่ระหว่างปรับปรุงรายละเอียดร่างพ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินให้มีความชัดเจน ก่อนจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอีกครั้งในวันที่ 10 ม.ค.นี้







