
ศก.เอเชียดันจีดีพีไทยโต5%
สภาอุตฯหวังขึ้นค่าจ้างดันกำลังซื้อ มั่นใจไตรมาส2ภาคผลิตฟื้นจากน้ำ
สภาอุตฯหวังขึ้นค่าจ้างดันกำลังซื้อ มั่นใจไตรมาส2ภาคผลิตฟื้นจากน้ำ
ส.อ.ท. คาดจีดีพีปีนี้โต 5% เพราะเศรษฐกิจเอเชียขยายตัวดี นโยบายค่าจ้างทำกำลังซื้อในประเทศเพิ่มขึ้น
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภายในงานสัมมนาเรื่องทิศทางและแนวโน้มการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศไทย และการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยหลังอุทกภัยในอนาคต ภายในงานบีโอไอแฟร์ 2011 ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2555 คาดว่าจะมีอัตราการขยายตัวได้ 5–5.5%
การขยายตัวดังกล่าว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเศรษฐกิจเอเชียยังสามารถขยายตัวได้ดี รวมไปถึงการบริโภคในประเทศที่ดีขึ้น เนื่องจากนโยบายค่าจ้าง 300 บาทต่อวันของรัฐบาล และขึ้นเงินเดือนพนักงานในอัตราเดือนละ 1.5 หมื่นบาท
ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมจะกลับมาฟื้นฟูได้ในช่วงไตรมาสแรก และกลับมาเติบโตอีกครั้งตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป โดยอุตสาหกรรมที่โดดเด่น ได้แก่ อุตสาหกรรมก่อสร้าง และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภค
ด้านปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตามองในปีนี้ ได้แก่ สภาวะเศรษฐกิจโลกจากประเทศสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ปัญหาราคาน้ำมันที่ผู้ประกอบการยังเป็นกังวล แม้ราคาจะยังทรงตัวอยู่ในระดับที่ไม่สูงมาก รองลงมาเป็นปัญหาการเมือง อัตราดอกเบี้ย และการขาดแคลนแรงงาน
นายพยุงศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับความเห็นของ ส.อ.ท. ปี 2555 อยากเห็นนโยบายกระจายอุตสาหกรรมไปตั้งตามภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ เพื่อให้เหมาะสมกับพื้นที่ สภาพแวดล้อม การใช้วัตถุดิบ และช่วยให้แรงงานไม่ต้องย้ายถิ่นฐาน
ขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมควรกระจายการรวมกลุ่มอุตสาหกรรม (คลัสเตอร์) ไปยังพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ หรือระหว่างประเทศ เช่น ระหว่างประเทศไทยกับญี่ปุ่น เพื่อให้สามารถใช้ชิ้นส่วนร่วมกันหากเกิดปัญหาหรือภัยพิบัติขึ้นกับโรงงานหนึ่ง อีกโรงงานหนึ่งจะสามารถผลิตทดแทนได้
ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าแนวทางดังกล่าวจะช่วยลดความเสี่ยงด้านการผลิตได้หากเกิดปัญหา แต่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเป็นผู้ผลักดันการจัดตั้งโครงการเอง ด้วยการทำข้อตกลงกับผู้ประกอบการรายอื่นที่ผลิตสินค้าลักษณะเดียวกัน ไม่ใช่สินค้าที่ใช้เทคโนโลยีเฉพาะ
ขณะที่แผนการบริหารจัดการน้ำ ต้องการให้เกิดการวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นรูปธรรม และเน้นแก้ปัญหาน้ำ 2 เรื่อง คือ แก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซ้อน และแก้ปัญหาน้ำแล้ง โดยเอกชนอยากให้รัฐบาลดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล รวมทั้งทำเรื่องเร่งด่วน เช่น การขุดลอกคลองที่มีในประเทศ 900 คลอง เพื่อเปิดช่องทางระบายน้ำ และจัดทำระบบเตือนภัยระดับประเทศและระดับชุมชน
“ในมุมมองของผู้ประกอบการ ขณะนี้จะเริ่มดึงปัจจัยภัยธรรมชาติมาบริหารความเสี่ยง โดยกระจายแหล่งผลิตหลายแห่งเพื่อลดผลกระทบจากภัยธรรมชาติในอนาคต” นายพยุงศักดิ์ กล่าว
นอกจากนี้ ต้องการให้รัฐบาลพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรให้เป็นเสาหลักที่ 2 รองจากภาคอุตสาหกรรม โดยเพิ่มให้มีสัดส่วน 20% ของจีดีพี เน้นการเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตรไทย แทนการส่งออกเป็นวัตถุดิบ
กรณีที่รัฐบาลจะออก พ.ร.ก.กู้เงินจำนวน 4 ฉบับนั้น เชื่อว่าหากภาครัฐผลักดันให้มีความชัดเจนภายใน 1-2 สัปดาห์ จะส่งผลให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นต่อแผนการฟื้นฟูหลังน้ำท่วมมากขึ้น







