posttoday
สินเชื่อเอสเอ็มอีในอุ้งมือ...พัชร ท้าทายอย่างยิ่ง

สินเชื่อเอสเอ็มอีในอุ้งมือ...พัชร ท้าทายอย่างยิ่ง

06 มกราคม 2555

หนึ่งในเรื่องที่ต้องจับตามองสำหรับแวดวงการเงินในปีนี้คือ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในของธนาคารกสิกรไทย

โดย...ดำรงเกียรติ มาลา

หนึ่งในเรื่องที่ต้องจับตามองสำหรับแวดวงการเงินในปีนี้คือ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในของธนาคารกสิกรไทย ที่โยกย้ายสลับผู้บริหารไปดูแลงานในสายต่างๆ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ให้ครบเครื่องต้มยำ

ที่ฮือฮาเป็นพิเศษเห็นจะเป็นสายงานธุรกิจเอสเอ็มอี ที่มีการโปรโมต “ปั๋ม-พัชร สมะลาภา” ผู้บริหารหนุ่มวัย 40 ต้นๆ จากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย ขึ้นมาเป็นรองกรรมการผู้จัดการ เพื่อเข้ามาดูแลธุรกิจหลักแทน เจ้าพ่อเอสเอ็มอีอย่าง “ปกรณ์ พรรธนะแพทย์” ที่สร้างความสำเร็จในเรื่องสินเชื่อเอสเอ็มอีเอาไว้อย่างสวยหรู ก่อนจะถูกโยกไปดูแลสายงานธุรกิจลูกค้าบุคคล

สำหรับ “พัชร” แล้ว งานนี้ถือเป็นการกระโดดเข้ามาทำหน้าที่แบงเกอร์อย่างเต็มตัวเป็นครั้งแรก เพราะเส้นทางการทำงานที่ผ่านมาของเขาล้วนอยู่ในแวดวงตลาดทุน

เริ่มตั้งแต่ที่ บล.ภัทร บริษัท เมอร์ริล ลินช์ และล่าสุดที่ บลจ.กสิกรไทย ก่อนถูกดึงมาทำงานแบงก์

สินเชื่อเอสเอ็มอีในอุ้งมือ...พัชร ท้าทายอย่างยิ่ง

 

พัชร ยอมรับว่า การทำงานในหน้าที่ใหม่ครั้งนี้มีความแตกต่างจากหน้าที่เดิมอยู่สมควร เริ่มตั้งแต่ความรับผิดชอบในองค์กรที่เพิ่มขึ้นจากเดิมในฟาก บลจ. ที่มีพนักงานให้ดูแลแค่ 2,000 คน ขณะที่ในฟากของธนาคารที่ดูแลสินเชื่อเอสเอ็มอีนั้นมีพนักงาน 2 หมื่นคน

เนื้องานก็เปลี่ยนไปจากที่เคยเป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้หลักจากค่าธรรมเนียม ปรับเปลี่ยนมาเป็นการดูแลเครือข่ายลูกค้าเอสเอ็มอีที่มีวงเงินสินเชื่อขนาดใหญ่มากๆ

อย่างไรก็ตาม หากมองให้ลึกลงไปแล้ว เเม้เนื้องานจะมีความแตกต่าง แต่หลักการกลับคล้ายคลึงกัน คือ การนำเงินของธนาคารที่ระดมจากประชาชนมาปล่อยกู้เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นกองทุนหรือสินเชื่อ แต่ต่างกันที่ความเสี่ยงเท่านั้น

พัชร จึงเชื่อว่าตัวเองจะปรับตัวได้ไม่ยาก

“งานนี้ถือเป็นงานแรกที่มีคุณค่าและท้าทายที่สุดของผม การเข้ามาดูแลธุรกิจเอสเอ็มอีถือเป็นงานที่ต้องใช้ความรับผิดชอบสูง เป็นงานที่ส่งผลต่อภาพใหญ่ของเศรษฐกิจประเทศ เพราะเอสเอ็มอีถือเป็นรากฐานสำคัญ เป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในภาวะที่มีปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกรุมเร้าเช่นนี้ เอสเอ็มอียิ่งมีความสำคัญ” พัชร กล่าว

พัชร กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดสินเชื่อเอสเอ็มอีทั้งระบบมีอยู่ถึง 3.1 ล้านล้านบาท แต่กลุ่มที่ธนาคารกสิกรไทยเข้าไปทำตลาดด้วยมีอยู่เพียง 1.4 ล้านล้านบาทเท่านั้น นั่นแสดงให้เห็นว่ายังมีเอสเอ็มอีจำนวนมากที่ประสบปัญหาเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน โดยเฉพาะกลุ่มที่มียอดขายต่ำกว่า 400 ล้านบาท

นอกจากนี้ ระบบสินเชื่อเอสเอ็มอีในปัจจุบันยังอยู่ในรูปแบบที่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งธุรกิจเหล่านี้หากไม่มีเงินทุนจะมีโอกาสโตได้ยากมากหรือแทบเป็นไปไม่ได้เลย

“ปัญหาเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเป็นโจทย์สำคัญของเรา เช่น ในต่างประเทศมีการทำสินเชื่อล่วงหน้า โดยพิจารณาจากกระแสเงินสดในอนาคตของลูกค้า ก็เป็นสิ่งที่เราอยากทำ แต่ติดปัญหาเรื่องข้อมูลจากงบการเงินของธุรกิจเอสเอ็มอีไทยที่มีบ้างไม่มีบ้าง ถูกบ้างผิดบ้าง จึงยังทำไม่ได้” พัชร กล่าว

อีกหนึ่งโจทย์หินรอท้าทายเขาอยู่ คือ เป้าหมายทางธุรกิจในปีนี้ที่ถูกกำหนดให้มีการเติบโตของสินเชื่อสูงกว่าตลาดถึง 2 เท่า หรือเติบโตขึ้นไม่ต่ำกว่า 12% จากฐานสินเชื่อปัจจุบันที่ 4.28 แสนล้านบาท

นั่นหมายถึงว่าฐานสินเชื่อของธนาคารกสิกรไทยจะเพิ่มขึ้นเป็น 4.8 แสนล้านบาท ภายในสิ้นปี เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดขึ้นเป็น 31%

ขณะเดียวกันก็ต้องเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมจาก 2.77 หมื่นล้านบาท เป็น 3.07 หมื่นล้านบาท เพื่อรักษาความเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดสินเชื่อเอสเอ็มอี

ขณะเดียวกัน ก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ตัวเลขเอ็นพีแอลจะเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลพวงมาจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าตัวเลขหนี้เน่าจะเริ่มผุดออกมาให้เห็นในไตรมาสแรกของปีนี้

นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายฝีมือ แม้ พัชร จะประเมินว่าจำนวนลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมคิดเป็นวงเงินรวมเพียง 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งอยู่ในขอบข่ายที่ยังดูแลได้ จึงเชื่อว่าเอ็นพีแอลในปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 3.48%

แต่กลยุทธ์การทำงานต้องหนักหน่วงแน่

พัชร ประเมินว่า ตลาดสินเชื่อเอสเอ็มอีในปีนี้จะเติบโตสอดคล้องไปกับการเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ประเทศที่ระดับ 45% จากปัจจัยความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจโลกและปัจจัยภายในประเทศอย่างการเมืองและปัญหาอุทกภัย ในปีนี้จึงไม่น่าจะมีธุรกิจเอสเอ็มอีในตลาดเพิ่มขึ้นมากนัก ดังนั้นวิธีที่ธนาคารแต่ละแห่งจะเติบโตได้ คือ การรีไฟแนนซ์ลูกค้ากันเอง

ดังนั้น ในปีนี้จะได้เห็นสงครามการตัดราคาเพื่อแย่งลูกค้ากันเองเพิ่มมากขึ้น

“ธุรกิจสินเชื่อเอสเอ็มอีเป็นธุรกิจที่มีส่วนต่างดอกเบี้ยสูง ทำให้มีผู้เล่นใหม่ๆ กระโดดเข้ามาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเขาเข้ามาในขณะที่ตลาดยังเท่าเดิม การแข่งขันต้องเข้มข้นขึ้นแน่นอน โดยปีนี้เราตั้งเป้าว่าจะได้สินเชื่อมาจากการรีไฟแนนซ์ 20% สินเชื่อใหม่ 20% และการขอวงเงินเพิ่มจากลูกค้าเก่า 60% ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องง่าย”

ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โจทย์ทางธุรกิจท้าทาย จึงน่าสนใจว่านายธนาคารหนุ่มมือใหม่อย่าง “พัชร” จะแบกรับความคาดหวังและทำหน้าที่นำพาธุรกิจเอสเอ็มอีที่เป็นหัวใจหลักของเคแบงก์ไปได้เพียงใด

ท้าทายฝีมือเป็นอย่างยิ่ง

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท