
เอสซีจีลั่นตรึงราคาครึ่งปี
ฟันธงยอดขายแตะ4แสนล้าน ชูนวัตกรรม-เพิ่มตลาดส่งออก
ฟันธงยอดขายแตะ4แสนล้าน ชูนวัตกรรม-เพิ่มตลาดส่งออก
เอสซีจี คาดตรึงราคาวัสดุได้ยาวถึงสิ้นไตรมาส 2 พร้อมมั่นใจยอดขายปีนี้แตะ 4 แสนล้าน เน้นออกกรีนโปรดักต์-เพิ่มส่งออกอาเซียน ดันยอดขาย
นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เครือซิเมนต์ไทย (เอสซีจี) กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทได้ขอความร่วมมือไปยังผู้ผลิต หรือซัพพลายเออร์ ให้ช่วยตรึงราคาหรือลดราคาสินค้า เพื่อช่วยผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยคาดว่าจะยังสามารถตรึงราคาสินค้าในเครือเอสซีจี เพื่อช่วยผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมไปได้จนถึงสิ้นไตรมาส 2 ของปีนี้
ทั้งนี้ คาดว่าเศรษฐกิจโดยรวมในไตรมาสแรกจะยังได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปีผ่านมา และจะค่อยๆ ดีขึ้นในไตรมาส 2 จนสามารถฟื้นตัวอย่างชัดเจนได้ในไตรมาส 3 และ 4 ของปีนี้ โดยบริษัทยังเชื่อมั่นว่าในปีนี้จะสามารถทำยอดขายได้เกิน 4 แสนล้านบาท หรือโตขึ้น 11-12% จากปีที่ผ่านมาที่มียอดขายประมาณ 3.6 แสนล้านบาท เติบโตขึ้นกว่าปี 2553 ประมาณ 20%
นายกานต์ กล่าวอีกว่า กลยุทธ์หลักของเอสซีจีในปีนี้จะยังคงเน้นในเรื่องของการพัฒนาสินค้านวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยจะมุ่งออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มาตอบสนองความต้องการของตลาดในราคาที่ใกล้เคียงกับสินค้าปกติ เพราะราคายังเป็นตัวกำหนดการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค
“หากเป็นสินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมราคาใกล้เคียงกับสินค้าปกติ เชื่อว่าลูกค้าจะตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าราคาสูงกว่าจะไม่ซื้อ” นายกานต์ กล่าว
บริษัทจะเน้นการขยายการส่งออกไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียน ตะวันออกกลาง และแอฟริกาให้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ยอดขายรวมของบริษัทให้เป็นไปตามเป้าหมายได้
นอกจากนี้ จะเริ่มกลับไปให้ความสำคัญกับตลาดสหรัฐอเมริกาที่เริ่มมีสัญญาณของการฟื้นตัว ทั้งราคาหุ้น การจ้างงาน รวมทั้งการซื้อขายบ้านมือสองที่เพิ่มขึ้น แต่การจะทำให้สัดส่วนส่งออกไปสหรัฐอเมริกากลับไปถึง 20% อีกครั้ง จากที่เหลืออยู่แค่ 1% คงต้องใช้เวลาถึง 3-4 ปี ส่วนตลาดยุโรปขณะนี้ยังมีปัญหาอยู่
นายกานต์ กล่าวอีกว่า บริษัทได้เข้าร่วมในงานบีโอไอแฟร์ 2011 ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชนทั่วไปได้ หลังจากที่ประเทศได้รับผลกระทบจากอุทกภัยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา โดยคาดว่าจะมีการลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้น
ที่สำคัญคือ การที่รัฐบาลมีมาตรการการแก้ปัญหาที่สามารถจับต้องได้และทันต่อสถานการณ์ จะเป็นการช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและตัดสินใจลงทุนต่อโดยไม่คิดย้ายฐานผลิตไปยังประเทศอื่น รวมถึงการลงทุนใหม่ๆ ที่จะมีเพิ่มขึ้นในอนาคต







