
'กรรณิกา'พาแบงก์ใบโพธิ์โต้คลื่น
ดิฉันบอกลูกน้องอยู่เสมอว่า ของที่อยู่ข้างหน้ามันยังไม่ใช่ของเรา ดังนั้นหากมีโอกาสแล้วต้องทำทันที
โดย...ดำรงเกียรติ มาลา
“ดิฉันบอกลูกน้องอยู่เสมอว่า ของที่อยู่ข้างหน้ามันยังไม่ใช่ของเรา ดังนั้นหากมีโอกาสแล้วต้องทำทันที อย่าหวังน้ำจากบ่อหน้า ซึ่งหลักการนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นความจริงและช่วยให้เรามีผลประกอบการอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แม้ในยามที่เกิดวิกฤตที่ไม่คาดคิดขึ้น”
“เคซี” หรือ กรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ สะท้อนวิธีคิดออกมาหลังจากตัวเลขสินเชื่อในรอบปีที่ผ่านมาของธนาคารไทยพาณิชย์ยังคงเติบโตขึ้นมากว่า 20% ซึ่งนับว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของธนาคารแห่งนี้
เป็นการเติบโตที่ก้าวกระโดดและตื่นตาตื่นใจ แม้ว่าในปีที่ผ่านมาธุรกิจธนาคารจะต้องฟันฝ่ามรสุมทั้งจากปัจจัยภายนอกอย่างวิกฤตการเงินโลก และปัจจัยภายในอย่างวิกฤตอุทกภัยครั้งใหญ่
ต้องบอกว่าสาเหตุที่สินเชื่อของค่ายใบโพธิ์ยังสามารถขยายตัวได้อย่างโดดเด่น เนื่องมาจากกลยุทธ์ของ “เคซี” ที่สั่งให้บุกตลาดทันทีตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี แม้ว่าจะยังไม่ใช่ฤดูที่มีความต้องการสินเชื่อสูง
วิสัยทัศน์ของซีอีโอหญิงแกร่งที่มีภูมิหลังมาจากการเป็นนักการตลาดระดับแนวหน้าของไทย ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นความคิดที่ถูกต้อง เพราะเธอเข้าใจดีว่า ไม่มีคำว่าความแน่นอนสำหรับธุรกิจ
“แม้ว่าสินเชื่อในปีที่ผ่านมาจะเป็นไปตามเป้าและสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่เราก็ยังไม่พอใจ เพราะหากไม่มีน้ำท่วมสินเชื่อน่าจะขยายตัวได้มากกว่านี้” กรรณิกา กล่าว
สำหรับแผนธุรกิจในปีมังกรทองนี้ธนาคารไทยพาณิชย์ที่ผงาดขึ้นมายืนแถวหน้าในระบบธนาคารพาณิชย์ยังคงยึดหลักการเดิม คือ เป่านกหวีดลุยทันทีตั้งแต่ต้นปี ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ระหว่างทบทวนเป้าหมายให้สอดคล้องกับปัจจัยเสี่ยงเปลี่ยนแปลงไปของตลาด ซึ่งเคซียืนยันว่า เป้าหมายคือต้องโตมากกว่าตลาดเท่านั้น หรือเติบโตสองหลัก ประมาณ 10-15%
กรรณิกา บอกว่า เหตุการณ์ในปีที่ผ่านมาถือเป็นบทเรียนที่แสดงให้เห็นแล้วว่าแบงก์ไทยมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง ดังนั้นแม้ว่าในปีนี้จะมีความเสี่ยงจากวิกฤตการเงินโลกที่เพิ่มขึ้น แต่เชื่อว่าสถาบันการเงินและธุรกิจไทยจะยังเติบโตได้ เพราะในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส
“ช่วงเวลาแบบนี้หากมองให้ดีต้องถือว่าเป็นโอกาสอันดีของธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยในการซื้อสินทรัพย์จากต่างประเทศได้ในราคาถูก หรือการขยายฐานการผลิตออกไปยังประเทศอื่นๆ ซึ่งจากแนวโน้มดังกล่าวทำให้ธนาคารจะหันมาเน้นบริการด้านที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อรองรับลูกค้ากลุ่มนี้”
กรรณิกา ประเมินว่า การแข่งขันในธุรกิจธนาคารปีนี้จะเริ่มเปลี่ยนแปลงไป หลังจากกลุ่มธนาคารต่างชาติจากฟากยุโรปและสหรัฐเริ่มมีปัญหาจากวิกฤตการเงินและเริ่มถอนธุรกิจออกจากประเทศในภูมิภาคอื่นๆ เพื่อลดภาระจากการเพิ่มทุนตามเกณฑ์บาเซิล 3 ที่ใกล้เข้ามา
แต่ธนาคารไทยจะมีคู่แข่งที่น่ากลัวกว่าเข้ามาแทนที่ คือ กลุ่มธนาคารในภูมิภาคอาเซียนด้วยกันเอง โดยเฉพาะสิงคโปร์และมาเลเซีย ที่มีเงินทุนแข็งแกร่ง
เธอมองว่าสาเหตุที่ธนาคารเหล่านี้เริ่มเข้ามามีบทบาทในไทยมากขึ้นเป็นผลมาจากการเตรียมความพร้อมรองรับการเปิดเสรีภาคการเงินในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งจะทำให้ตลาดอาเซียนเป็นตลาดเดียวกันที่มีขนาดใหญ่
“ตอนนี้แบงก์ฝรั่งไม่น่ากลัวเหมือนเดิมอีกแล้ว แต่ในอนาคตอันไกลคู่แข่งที่จะน่ากลัวขึ้นมาคือแบงก์ในภูมิภาคอาเซียนด้วยกัน เพราะเขามีความเข้าใจตลาดดีกว่า จากการที่มีวัฒนธรรมใกล้เคียงกัน ตอนนี้ธุรกิจรายย่อยเขายังสู้เราไม่ได้ แต่ในธุรกิจรายใหญ่เขาเริ่มสู้มากขึ้น กล้าสู้ราคาเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาด ดังนั้นในฐานะธนาคารไทยจึงหยุดนิ่งไม่ได้ เราต้องปรับปรุงพัฒนาให้ดีขึ้นไม่เช่นนั้นเรามีโอกาสเสียลูกค้าได้”
เคซีจึงประเมินว่า แนวโน้มการขยายธุรกิจออกไปในภูมิภาคอาเซียนของธุรกิจไทยที่จะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ทำให้ธนาคารไทยพาณิชย์ต้องขยับตัวเช่นกัน แต่กลยุทธ์ของธนาคารจะเน้นไปที่การเป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้กับลูกค้าที่ต้องการออกไปลงทุนต่างประเทศมากกว่าการออกไปขยายสาขาในต่างประเทศ
“ดิฉันมองว่าการออกไปเปิดสาขาในต่างประเทศเป็นแฟชั่นเก่าไปแล้ว เราจะไม่ออกไปขยายสาขาเพื่อแข่งขันกับแบงก์ท้องถิ่น เพราะในอดีตธนาคารเคยไปเปิดสาขาในต่างประเทศไว้หลายแห่ง ซึ่งไม่ก่อให้เกิดผลกำไรจนต้องทยอยปิดไปในที่สุด ตอนนี้เราสนใจแต่พม่า โดยอยู่ระหว่างยื่นเรื่องต่อธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อขอจัดตั้งสำนักงานตัวแทนในประเทศพม่า”
กรรณิกาบอกวิธีคิดที่แตกต่างจากธนาคารอื่นว่า ปัจจุบันเริ่มมีลูกค้ารายใหญ่หลายรายสนใจพม่า เพราะหากเขาเปิดประเทศหรือมีการยกเลิกการคว่ำบาตรจะเติบโตได้เร็วมาก ทิศทางการลงทุนจากเดิมที่มุ่งไปจีนจะกลับมาสนใจพม่า
นอกจากนี้ พม่ายังมีโครงการท่าเรือน้ำลึกทวายมูลค่าหลายแสนล้านบาท ซึ่งธนาคารเองเป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้ แต่ในแง่ของธุรกิจธนาคารปัจจุบันธนาคารจากสิงคโปร์เข้าไปมีบทบาทมาก เราจึงเริ่มเข้าไปสร้างเครือข่ายเพื่อรองรับนักลงทุนไทย
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ซีอีโอค่ายใบโพธิ์มีความเป็นห่วงมากที่สุดในปีนี้ คือ ปัจจัยภายในจากความเสี่ยงทางการเมือง และแนวทางป้องกันปัญหาอุทกภัยในระยะยาวเพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากต่างชาติ เนื่องจากเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
“สิ่งที่ห่วงที่สุดในปีนี้คือ ขอให้การเมืองสงบ นอกจากนี้รัฐบาลต้องเร่งสร้างความมั่นใจให้ได้ว่าเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่จะไม่เกิดขึ้นอีก เพราะหากทำไม่ได้แม้จะไม่รุนแรงถึงขั้นการย้ายฐานการผลิตออกไป แต่การขยายการลงทุนเพิ่มจะไม่มี ซึ่งอันนี้น่ากลัว นอกจากนี้หากเกิดน้ำท่วมขึ้นซ้ำสองขึ้นมา อนาคตของประเทศไทยจะจบไปเลยทันที 10 ปี”
แม้ว่าปี 2555 อาจไม่ใช่ปีที่โรยด้วยกลีบกุหลาบและเต็มไปด้วยขวากหนามสำหรับธุรกิจธนาคารพาณิชย์ แต่หากย้อนไปดูผลกำไรของธนาคารไทยพาณิชย์ภายใต้การบริหารของซีอีโอหญิงมากประสบการณ์อย่าง กรรณิกา ชลิตอาภรณ์ จะเห็นอัตราการเติบโตติดอันดับต้นๆ มาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2550
กลยุทธ์ของกรรณิกาพอจะการันตีได้ว่า ปีนี้ธนาคารไทยพาณิชย์จะต้องดีกว่าเดิมแน่







