
กสิกรแบรนด์แข็งสำรองเลี้ยงชีพโต
บลจ.กสิกรไทย ชูแบรนด์ “กสิกร” มัดใจลูกค้าหนุนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแกร่ง พร้อมดันกองทุนส่วนบุคคลโต 10%
บลจ.กสิกรไทย ชูแบรนด์ “กสิกร” มัดใจลูกค้าหนุนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแกร่ง พร้อมดันกองทุนส่วนบุคคลโต 10%
นายเกษตร ชัยวันเพ็ญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย กล่าวว่า ธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในปี 2555 คาดว่าจะเติบโตได้ต่อเนื่องจากปี 2554 ที่บริษัทสามารถรักษาส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 ได้ โดยมีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นมากกว่า 200 บริษัท นายจ้าง 2,000 กว่าราย ส่วนใหญ่เป็นเอกชน รวมทั้งลูกค้ารายใหญ่ ส่งผลให้ปิดสิ้นปีมีมูลค่าสินทรัพย์ 1.3 แสนล้านบาท และต้นเดือน ม.ค. จะเพิ่มเป็น 1.4 แสนล้านบาท หลังจากลูกค้าใหม่โอนสินทรัพย์เข้ามาให้บริหาร
ทั้งนี้ สิ้นปี 2553 มีสินทรัพย์ 8.94 หมื่นล้านบาท ปีที่ผ่านมาโตถึง 45%
"ปีหน้าเราคงโตได้จากการเพิ่มฐานลูกค้าใหม่และรักษาลูกค้าเก่า เพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดไว้ แม้จะมองว่าการแข่งขันในปีหน้าอาจเหนื่อยกว่าปีนี้ เนื่องจากตลาดหุ้นยังไม่ดี จึงเป็นสิ่งท้าทายและต้องสร้างผลตอบแทนของกองทุนให้ดีกว่าปีนี้"นายเกษตร กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้ผลตอบแทนในปีที่ผ่านมาอาจไม่ดีนัก เนื่องจากตลาดหุ้นผันผวนจากปัญหาวิกฤตหนี้ยุโรป แต่ภาพรวมผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้อยู่ที่ประมาณ 2% โดยกองทุนที่ลงทุนหุ้นไม่มีกองทุนใดติดลบ
นายเกษตร กล่าวว่า การทำธุรกิจในปัจจุบันยอมรับว่าบริษัทมีจุดขายในการเป็นแบรนด์กสิกรไทยที่แข็งแกร่ง รวมทั้งรักษาผลตอบแทนได้สม่ำเสมอ บุคลากรเปลี่ยนแปลงน้อย และปัจจุบันมีลูกค้าลงทุนผ่านการลงทุนทางเลือก (เอมโพยีชอยส์) ประมาณ 15% จาก 6 ทางเลือก ตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำสุดไปจนถึงสูงสุด และมีแผนเพิ่มการลงทุนในกองทุนทองคำประมาณ 15%
สำหรับการแข่งขันโดยลดค่าธรรมเนียมเหลือ 0% นั้นมีน้อยลง แต่จะเป็นรูปของการกำหนดเป้าหมายเพื่อคิดค่าธรรมเนียมมากกว่า หากบริหารไม่ได้ตามเป้าอาจไม่คิดค่าธรรมเนียม แต่หากได้เกินเป้าก็อาจเก็บในอัตราที่เพิ่มขึ้น
"น้ำท่วทที่เกิดขึ้นนันส่งผลกระทบกับลูกค้าของบริษัทน้อยมาก จากจำนวนลูกค้า 2,000 ราย โทรมาปรึกษาบริษัทเพียง 20 ราายและขอเลื่อนส่งเงินออกไปไม่ถึง 10 ราย"
สำหรับธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลในส่วนของลูกค้าสถาบันและองค์กรที่รับผิดชอบอยู่ คาดว่าจะเติบโตประมาณ 10% โดยมหาวิทยาลัยเป็นกลุ่มที่น่าสนใจ
ขณะที่ปี 2554 บลจ.กสิกรไทย ได้บริหารเงินเพิ่มขึ้นประมาณกว่า 2 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้มีขนาดสินทรัพย์ 7 หมื่นล้านบาท เติบโต 10% จากปี 2553 และแนวโน้มน่าจะโตได้จากนักลงทุนสถาบัน เพราะลูกค้าทั่วไปลงทุนผ่านกองทุนรวมได้ ไม่เสียภาษี







