posttoday
ตลาดหุ้นเดือนมี.ค ผันผวนสูง

ตลาดหุ้นเดือนมี.ค ผันผวนสูง

26 กุมภาพันธ์ 2553

...บล.พัฒนสิน

วันที่ 26 ก.พ.นี้ ศาลฎีกาคดีการเมืองจะตัดสินคดียึดทรัพย์อดีตนายกรัฐมนตรี “ทักษิณ ชินวัตร” 7.6 หมื่นล้านบาท ที่ตลาดทุนเฝ้ารอคอยผล เพราะจะส่งผลกระทบต่อทิศทางของตลาดหุ้นในระยะต่อไป คอลัมน์นี้จึงขอนำมุมมองของบริษัทหลักทรัพย์ พัฒนสิน ที่มีต่อเหตุการณ์นี้ ดังนี้

มุมมองเดือน มี.ค. : บล.พัฒนสิน คาดว่าตลาดหุ้นจะผันผวนในกรอบหลัก 680730 จุด โดยกรณีที่แย่ที่สุดจะลดลงไปที่ 666 จุด โดยคาดว่าระดับสูงสุดของดัชนีในเดือน มี.ค. ซึ่งรวมกรณีไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรงในวันที่ 26 ก.พ. ไว้ที่ 730 จุด โดยมีแนวต้านแรกที่ 715 จุด และมั่นใจว่าจะไม่มีการสร้างสถิติสูงสุดใหม่เหนือเดือน ม.ค. ที่ 753.17 จุด

ส่วนในกรอบขาลงยังคงกรอบขาลงที่บริเวณ 666 จุด ไว้ตามเดิม แต่มีแนวรับหลักสำหรับทั้งเดือนไว้ที่ 680 จุด เนื่องจากความเสี่ยงของการชุมนุมยังคงไม่สิ้นสุดลง โดยเฉพาะในช่วงแก้ไขรัฐธรรมนูญการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ปัจจัยลบคือ XD Effect ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ขนาดใหญ่ เช่นกลุ่ม ปตท. และแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางในเอเชียเป็นครั้งแรก คาดว่าดัชนีสัปดาห์นี้จะอยู่ในลักษณะผันผวนสูง กรอบล่างอาจลงได้ถึง 680/666 จุด ส่วนกรอบบนอยู่ที่ 730735 จุด

ปัจจัยที่มีผลต่อตลาดสูงสุด อยู่ที่

1.มุมมองต่อผลตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท วันที่ 26 ก.พ.นี้ จะเกิดเหตุการณ์รุนแรงหรือไม่ และในระดับใด โดยโอกาสของเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นแบ่งเป็น

กรณีที่ดีที่สุด : ไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรง หรือเกิดเหตุการณ์ในวงจำกัด ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ เนื่องจากรัฐบาลมีการเตรียมพร้อมรับมืออย่างเต็มที่ เราคาดว่าดัชนีมีโอกาสดีดกลับชั่วคราวไปที่ 715 จุด แต่เป็นผลจาก Cover Short มากกว่าซื้อรอบใหม่

กรณีที่แย่สุด : เกิดเหตุการณ์รุนแรง และบานปลายไปในหลายพื้นที่ คาดว่าดัชนีจะอ่อนตัวลงมาที่บริเวณ 670666 จุด

2.ประเด็นเรื่องยุบสภาผู้แทนราษฎร จะกลายมาเป็นประเด็นการเมืองต่อไป จากแนวโน้มการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ใน 12 สัปดาห์นี้

3.ค่าเงินเหรียญสหรัฐมีแนวโน้มแข็งค่ารอบใหม่เทียบกับตะกร้า 6 สกุลหลัก หรือสกุลยูโร เป็นผลจากแนวโน้มธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด (สหรัฐจะรายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2549 และอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ครั้งที่ 2 โดยยังคงที่ระดับเดิม 5.7% จากไตรมาส 3 ปี 2552) คาดว่าจะรายงานชะลอตัวต่อเนื่อง จากเดือน ธ.ค. ลบ 0.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่เป็นการติดลบครั้งแรก นับตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา และกลุ่มประเทศโปรตุเกส สเปน อิตาลี กรีซ และไอร์แลนด์ PIIGS โดยไอร์แลนด์จะรายงานราคาบ้าน

เดือน ม.ค. 2553 ชะลอลง สะท้อนว่าภาคอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ออกจากจุดต่ำสุด และอิตาลีรายงานตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน ก.พ. คาดว่าจะลดลง หลังจากทรงตัวตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา สเปน รายงานดุลบัญชีเดินสะพัดเดือน ธ.ค. คาดขาดดุลต่อเนื่องจากเดือน พ.ย. 4,700 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ คาดว่าภาพใหญ่ยังคงเป็นไปตามคาด ส่วนภาพสั้น ผันผวนตามปัจจัยเศรษฐกิจและนโยบายของรัฐบาล

“เรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยในครึ่งหลังปี 2553 แต่มุมมองเป็นลบเล็กน้อย ในช่วงครึ่งแรกปีนี้ ตามตลาดต่างประเทศ ที่ยังคงวิตกต่อ Double Dip Growth และ Exit Strategy รวมถึงสภาพคล่องส่วนเกินในระบบที่ลดลง ขณะที่ปัจจัยการเมืองที่ยังคงความไม่แน่นอนจะส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยยังคงซื้อขายที่ระดับสัดส่วนราคาต่อกำไรส่วนลด (Discount PER) เทียบกับตลาดหุ้นอื่นๆ ในภูมิภาคต่อไป และคาดว่าจะเป็นตัวแปรหลักที่ทำให้ดัชนีตลาดมีความเสี่ยงของการสร้างจุดต่ำสุดในครึ่งแรกปีนี้ที่บริเวณ 666 จุด”

ขณะที่เป้าหมายสูงสุดในครึ่งแรกปีนี้ จะไม่เกิน 753.17 จุด (จุดสูงสุดปีนี้) สำหรับในสัปดาห์นี้และต่อเนื่องไปจนถึงเดือน มี.ค. และคาดว่าดัชนีจะแกว่งตัวในกรอบ 680730 จุด จากแนวโน้มการจ่ายปันผลในอัตราสูงของ บจ. ตัวเลขการส่งออกที่ดีขึ้น และการ Cover Short สกุลอียูจากประเด็นกรีซ โดยมีความเสี่ยงจากประเด็นการเมือง ขณะที่ในเดือน เม.ย. จะชะลอตัวจากการขึ้นเครื่องหมาย XD ของ บจ.จำนวนมาก และการประกาศขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรกของหลายธนาคารกลางในเอเชียภายใต้สมมติฐานว่า ดัชนีจะปรับขึ้นไปที่บริเวณ 832 จุด ในไตรมาส 4 ปี 2553

บล.พัฒนสิน คงน้ำหนักการลงทุน 60% ของพอร์ตรวมปีนี้ สำหรับการซื้อลงทุนระยะยาว (12 เดือน) เน้นลงทุนหุ้นเติบโตสูง และหุ้นคุณค่า 30% ของพอร์ตรวม สำหรับการลงทุนระยะสั้น 13 เดือน แบ่งเป็นการถือหุ้นปันผล 20% และเก็งกำไร 10% (Short Sell/Short S50H10) 10% ของพอร์ตรวม สำหรับการถือเงินสดโดยทุกครั้งที่ดัชนีดิ่งลงแรง เช่น 680 จุดหรือ 666 จุดแนะนำ ซื้อเพิ่มสำหรับสิ้นปี

ส่วนในระยะ 1 เดือน

นอกจากนั้น แนะนำให้นักลงทุนเลือกลงทุนตามสไตล์ของแต่ละคน แบ่งเป็น

1.นักลงทุนที่ไม่ชอบความเสี่ยง แนะนำ ถือเงินสดเพื่อรอ ซื้อตาม หรือเลือกลงทุนหุ้นปันผลดี เช่น ธนาคารเกียรตินาคิน (KK) บริษัท ทิสโก้ ไฟแนนเชี่ยล (TISCO) ธนาคารกรุงไทย (KTB) บริษัท เอ็มซีเอสสตีล (MCS) บริษัท ศุภาลัย (SPALI) เพราะถือว่าเป็นหุ้นที่มีความเสี่ยงขาลงจำกัด แต่ยังให้ผลตอบแทนดีกว่าฝากธนาคาร

2.นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ (ควรมีจุดขายตัดขาดทุน 24%) แนะนำ เลือกเก็งกำไรหุ้น High Beta ที่ราคาหุ้นปรับลดลงมามากแล้ว เช่น บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) (Beta 1.78) บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ (TTA) (1.68) บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น (PTTAR) (1.58) บริษัท บ้านปู (BANPU) (1.54) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) (1.50) และธนาคารทหารไทย (TMB) (1.47)

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ