
ระดมสารพัดมาตรการ ฟื้นฟูอุตสาหกรรม
วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทยนับแสนล้านบาท
วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทยนับแสนล้านบาท
ทั้งโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ใน 7 นิคมอุตสาหกรรมที่ถูกน้ำท่วม และนอกนิคมอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบทางอ้อม เพราะไม่สามารถผลิตสินค้าตามคำสั่งซื้อได้ เนื่องจากขาดวัตถุดิบ ซึ่งความเสียหายของโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม มีมูลค่าทั้งสิ้น 2.3 แสนล้านบาท จากการสำรวจความเสียหายของโรงงานอุตสาหกรรม 7,506 แห่ง หรือคิดเป็น 90% ของโรงงานที่ได้รับความเสียหายทั้งหมด 8,413 แห่ง
การฟื้นฟูและเยียวยาของผู้ประกอบการสามารถแยกเป็น 2 ด้าน ได้แก่ มาตรการช่วยเหลือด้านการเงินและมาตรการส่งเสริมการลงทุนให้กับผู้ประกอบการ ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) โดยมาตรการทางด้านการเงินได้จัดวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแยกตามประเภทของผู้ประกอบการสามารถเลือกใช้ได้ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ มีวงเงินรวม 2.4 แสนล้านบาท ได้แก่ 1.สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ เงื่อนไขผ่อนปรนสำหรับผู้ประกอบการวงเงินรวม 4 หมื่นล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปี 2. สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ค้ำประกันโดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) สำหรับเอสเอ็มอี 1.2 แสนล้านบาท 3.สินเชื่อรายย่อยจากธนาคารออมสิน วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท
4.สินเชื่อจากธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (เจบิก) สำหรับผู้ประกอบการที่มีธุรกิจเชื่อมโยงกับบริษัทญี่ปุ่น 5 หมื่นล้านบาท 5.สินเชื่อซ่อมแซมสถานประกอบการวงเงิน 2,000 ล้านบาท สินเชื่อเสริมสภาพคล่อง หรือเพิ่มผลิตภาพแรงงานวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท สำหรับสถานประกอบการที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานประกันสังคม
ด้านมาตรการส่งเสริมการลงทุนนั้น ทางบีโอไอได้ผ่อนปรนให้สามารถเคลื่อนย้ายเครื่องจักร วัตถุดิบ ไว้นอกโรงงานในกรณีฉุกเฉิน รวมทั้งการยกเว้นภาษีการนำเข้าเครื่องจักรอุปกรณ์ที่นำมาทดแทนเครื่องจักรที่เสียหายและยืดหยุ่นในเรื่องวัตถุดิบนำเข้า ซึ่งได้รับการยกเว้นภาษีการนำเข้า ขณะเดียวกันยังเร่งรัดการอนุมัติวีซ่าและใบอนุญาตทำงานของเจ้าหน้าที่ หรือผู้เชี่ยวชาญที่เข้ามาช่วยติดตั้งซ่อมแซมเครื่องจักร และการยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีและค่าธรรมเนียมการต่อใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานเป็นเวลา 5 ปี
สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุด เนื่องจากมีฐานเงินทุนที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ดังนั้นการช่วยเหลือในเบื้องต้นกระทรวงอุตสาหกรรมได้จัดทำโครงการคลินิกอุตสาหกรรมเพื่อการฟื้นฟูสถานประกอบการเอสเอ็มอี โดยจัดตั้งศูนย์พักพิงอุตสาหกรรม 6 แห่ง ใน จ.พระนครศรีอยุธยา ขอนแก่น ชลบุรี และกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการใช้พื้นที่เป็นฐานการผลิตสินค้าชั่วคราว รวมทั้งให้แรงงานที่ประสบอุทกภัยเข้ามาพักอาศัยได้
นอกจากนี้ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ยังออกมาตรการเสริมสภาพคล่อง จัดวงเงินสินเชื่อเพิ่มเติม ทั้งสินเชื่อที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ รวมทั้งมาตรการด้านสร้างผู้ประกอบการ โดยจะเน้นเอสเอ็มอีที่ธุรกิจเดิมเสียหายและต้องการเปลี่ยนธุรกิจใหม่ หรือลูกจ้างตกงานเพราะธุรกิจเลิกจ้างหรือถูกเลิกจ้างจากเหตุอุทกภัย เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้กับวิสาหกิจที่ต้องการปรับตัวทางธุรกิจ และยังเป็นการดูดซับแรงงานที่ถูกเลิกจ้างให้อยู่กับท้องถิ่นมากขึ้น อาทิ โครงการเถ้าแก่ใหม่ โดยประสานกับสถาบันการศึกษาในแต่ละพื้นที่จัดการอบรมบริการปรึกษาแนะนำในลักษณะพี่เลี้ยง ในเรื่องการปรับปรุงธุรกิจและการพัฒนาสินค้าของตนเอง
ด้านเอสเอ็มอีที่ไม่สามารถประกอบธุรกิจต่อไปได้ จัดโครงการสร้างโอกาสให้กับธุรกิจ เพื่อให้ความช่วยเหลือหาช่องทางและโอกาสในการฟื้นตัว เช่น การระบายสินค้าคงคลัง เครื่องจักรอุปกรณ์ ของผู้ประกอบการ จัดงานสินค้ามือสอง การขายทอดตลาดธุรกิจ รวมทั้งการจัดตั้งศูนย์ประสานงานระหว่างผู้ประสงค์จะขายทอดตลาดธุรกิจ โดยภาครัฐคาดหวังว่ามาตรการต่างๆ จะช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็ต้องปรับตัวให้พร้อมกับปัจจัยเสี่ยงด้านธรรมชาติที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในปี 2555







