
วิเคราะห์บริษัทจดทะเบียน : ข่าวดีของกลุ่มปตท.-ปูนใหญ่
คาดว่าอัตราการเติบโตของกำไรของ PTT จะอยู่ที่ 20% และ 28% ในปี 2010-2011 ซึ่งได้รวมความล่าช้าของการขยายโครงการไปยังปี 2554 แล้ว ดังนั้นประมาณการกำไรปี 2553 จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มขึ้นไปอีก
คาดว่าอัตราการเติบโตของกำไรของ PTT จะอยู่ที่ 20% และ 28% ในปี 2010-2011 ซึ่งได้รวมความล่าช้าของการขยายโครงการไปยังปี 2554 แล้ว ดังนั้นประมาณการกำไรปี 2553 จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มขึ้นไปอีก
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2553 ศาลปกครองกลางประกาศให้โครงการ 7 โครงการที่ถูกระงับการลงทุนที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดก่อสร้างและทดสอบเดินเครื่องต่อไปได้ โดย 7 โครงการที่ได้รับการอนุญาต เป็นของกลุ่มบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) จำนวน 6 โครงการ และ 1 โครงการของบริษัท ปตท. (PTT) อย่างไรก็ตาม ทั้ง 7 โครงการจะต้องผ่านการอนุมัติด้านกฎระเบียบที่จำเป็นก่อนที่จะเริ่มผลิตได้
นับเป็นข่าวดีต่อสองกลุ่มบริษัทจดทะเบียนไทย คือ กลุ่ม SCC และ PTT โดยส่งผลดีต่อ SCC มากกว่า6 โครงการของ SCC ได้รับการอนุญาตให้กลับมาก่อสร้าง ประกอบด้วยโครงการที่ดำเนินงานจากบริษัทย่อย Map Tha Phut Tank Terminal, Thai Polyethylene, Siam Polyethylene และ Siam Synthetic Latex ขณะที่โครงการของ PTT ที่ได้รับการอนุญาต ได้แก่ PTT Phenol ซึ่ง PTT ถือหุ้น 40% และส่วนที่เหลือ 60% เป็นการถือหุ้นจากบริษัทย่อยของ PTT - PTT Aromatics and Refinery (PTTAR) และ PTT Chemical (PTTCH)
บล.ทิสโก้ วิเคราะห์ว่า โครงการที่ถูกระงับการลงทุนอาจกลับมาดำเนินงานเร็วกว่าคาดจากข่าวนี้น่าจะช่วยให้การเริ่มดำเนินงานโครงการสำหรับโครงการเหล่านี้เร็วขึ้น เนื่องจากการก่อสร้างและการทดสอบเดินเครื่องสามารถดำเนินงานได้พร้อมกับกระบวนการผ่านกฎระเบียบที่จำเป็นต้องได้รับการอนุญาต อาทิ มาตรฐานสิ่งแวดล้อม (EIA,) และมาตรฐานด้านสุขภาพ (HIA) และประชาพิจารณ์ รวมทั้งการจัดองค์กรอิสระได้ เดิมเราคาดว่ากระบวนการทางกฎหมายจะใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน ดังนั้นข่าวนี้จึงเป็นข่าวดี
นอกจากนี้ ยังเป็นข่าวดีสำหรับผู้รับเหมาก่อสร้าง สำหรับบริษัท ซิโน-ไทยเอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC) และบริษัท โตโย-ไทย คอร์ปอเรชั่น (TTCL) ซึ่งเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการของ SCC บล.ธนชาต ให้ความเห็นว่า ข่าวดังกล่าวเป็นข่าวดีอย่างมาก ซึ่งช่วยจำกัดความเสียหายที่เกิดจากการดำเนินงานที่ล่าช้าออกไป เนื่องจากในช่วงก่อสร้างโครงการเหล่านี้กำลังเตรียมที่จะขอใบอนุญาตดำเนินงาน
ทั้งนี้ คำสั่งของศาลส่งผลบวกต่อ SCC มากกว่า PTT โดยโครงการ 5 โครงการของ SCC มี 2 โครงการหลัก คือ Siam Polyethylene และ Thai Polyethylene จะผลิตผลิตภัณฑ์ปลายน้ำหลัก (LLDPE ) ราว 3 แสนตันต่อปีของกำลังการผลิตรวม ขณะที่ PTT Phenol (PTT ถือหุ้น 40%, บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น (PTTAR) ถือ 30%, บริษัท ปตท.เคมิคอล (PTTCH) ถือ 30%) เป็นโครงการเล็กๆ ของสายการผลิตปิโตรเคมีของ PTT ในความเป็นจริงแล้วข่าวดังกล่าวเป็นบวกต่อ PTTAR มากกว่า PTT
ในความเป็นจริงแล้ว โครงการหลักของ PTT - โรงแยกก๊าซ#6 (GSP#6) กำลังอยู่ในขั้นการอุทธรณ์ที่ศาลปกครองสูงสุด เนื่องจากการก่อสร้าง GSP#6 เกือบเสร็จสมบูรณ์ และกำลังขอใบอนุญาตการดำเนินงานอยู่
“เราเชื่อว่าศาลน่าจะมีคำสั่งออกมาในไม่ช้ายังคงแนะนำ ‘ซื้อ’ ทั้ง SCC และ PTT ราคาหุ้นทั้งสองได้สะท้อนปัญหามาบตาพุดไปแล้ว”
ราคาหุ้น SCC ปัจจุบันซื้อขายที่ระดับต่ำกว่าราคาเป้าหมายส่วนลดกระแสเงินสด (DCF) 27% และมีมูลค่าถูก โดยซื้อขายที่สัดส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ที่ 10.4 เท่า และให้อัตราผล
ตอบแทน (Yield) ที่ดีที่ 4.3% ในปี 2553 คาดว่าอัตราการเติบโตของกำไรของ SCC จะอยู่ที่ 3%และ 24% ในปี 2010-2011 และกำไรปี 2553 มีความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มขึ้น
ไปอีก หากโครงการขยายเคมีภัณฑ์สามารถกลับมาดำเนินงานได้ปกติ เทียบกับสมมติฐานของตลาดที่คาดว่าจะล่าช้า
ออกไปจากกำหนดการเดิม 1 ปีราคาหุ้น PTT ปัจจุบันอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าราคาเป้าหมาย DCF ของเราราว 23% และซื้อขายที่ P/E ที่ 8.7 เท่า และให้ Yield ที่ดีที่ 4.6% ในปี 2010 เรา
คาดว่าอัตราการเติบโตของกำไรของ PTT จะอยู่ที่ 20% และ 28% ในปี 2010-2011 ซึ่งได้รวมความล่าช้าของการขยายโครงการไปยังปี 2554 แล้ว ดังนั้นประมาณการกำไรปี 2553 จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มขึ้นไปอีก
สำหรับ 7 โครงการที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการก่อสร้างต่อไปได้ คือภายใต้กลุ่ม SCC คือ
1.Thai Polyethylene
2.Siam Polyethylene
3.MTP Tank Terminal
4.Thai MMA
5.Siam Synthetics Latex Under PTT group
6.PTT PhenolNon-listed companies
7.BRP
จึงเป็นผลดีต่อประมาณการผลประกอบการสำหรับ SCC เนื่องจากมีสมมติฐานที่ค่อนข้างเข้มงวดว่าโครงการปิโตรเคมีใหม่ทั้งหมดของ SCC จะไม่สามารถเริ่มได้จนกว่าจะถึงปี 2554 ซึ่งในส่วนนี้เป็นผลดีต่อประมาณการผลประกอบการเนื่องจากโรง Naphtha แห่งที่ 2 และโครงการ Polyolefins 0.8 ล้านตันต่อปี ไม่ถูกระงับการลงทุนและจะเริ่ม
ดำเนินงานได้ในปลายไตรมาสแรกปี 2553 ตามแผนการเดิมที่ตั้งไว้ นอกจากนี้โครงการที่ถูกระงับการลงทุนอาจจะกลับมาดำเนินงานได้เร็วกว่าคาด







