
หุ่นไทยเดือน ม.ค แนวโน้มแย่
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)
ลดน้ำหนักลงทุนหุ้นไทยเดือน ม.ค. 2555 มีมุมมองเป็นลบจากในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา (พ.ยธ.ค.) เป็นปกติ สะท้อนการเก็งกำไรต่อการแก้ไขปัญหาของสหภาพยุโรป (อียู) และเก็งกำไรตลาดหุ้นทั่วโลกรอบสุดท้ายก่อนเข้าสู่ช่วงเทศกาลวันหยุดยาวของกองทุนทั่วโลก
ดังนั้น January Effect ในปี 2555 ย่อมไม่เกิดขึ้น แต่เป็นเวลาที่ผู้จัดการกองทุนทั่วโลกจะลดพอร์ตลงทุนครั้งใหญ่ สะท้อนปัจจัยพื้นฐานที่เปราะบาง ทั้งจากวิกฤตหนี้ยุโรปที่ต้องใช้เวลาในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐที่เติบโตในระดับต่ำ กดดันต่อเศรษฐกิจในเอเชียทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีนผู้นำเข้าหลักของสหรัฐ
นอกจากนี้ การประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศสมาชิกอียู จากฟิทช์ เรทติ้งส์ และมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส และสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์เป็นสิ่งที่น่าสนใจพร้อมกับผลการดำเนินงานในไตรมาส 4 ปี 2554 ของตลาดหุ้นไทยเป็นลบ จากผลกระทบของอุทกภัยในเดือน ต.ค.พ.ย.ที่ผ่านมา
ดังนั้น ดัชนีหุ้นไทยเดือน ม.ค. คาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 900-1,080 จุด เทียบเดือน ธ.ค. 2554 ที่ 900-1,000 จุด จะเห็นว่าดัชนีหุ้นมีความเสี่ยงลดลงและควรลงทุนหุ้นปันผลเพื่อปิดความเสี่ยงได้แก่ หุ้นบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) บริษัท ไพลอน (PYLON) บริษัท ฐิติกร (TK)
ปี 2555 นับเป็นปีที่ยากลำบากของตลาดหุ้น เพราะปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจทั่วโลกมีความเสี่ยง และนโยบายการเงินการคลังที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ มีข้อจำกัด ที่ทำให้ผลการดำเนินงานบริษัทจดทะเบียนไม่โดดเด่น แม้มีมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ
บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำให้ลงทุนบริเวณดัชนีที่สัดส่วนราคาต่อกำไร 9 เท่า หรือ 820 จุด เพราะเชื่อว่าสถานการณ์การลงทุนครึ่งปีหลังจะดีขึ้นจากการแก้ไขปัญหาของอียู ธนาคารกลางจีนผ่อนคลายนโยบายการเงินและรวมถึงมีมาตรการผ่อนคลายปริมาณเงินรอบสาม (QE3) จากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
กรอบการเคลื่อนไหวหุ้นไทยปี 2555 อยู่ที่ 820-1,090 จุด สัดส่วนราคาต่อกำไร 9-12 เท่า นักลงทุนควรเน้นลงทุนหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนและการบริโภคภายในประเทศ และเก็งกำไรหุ้นโภคภัณฑ์
ทั้งนี้ แนะนำหุ้นลงทุนปี 2555 ได้แก่ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัล พลาซา (CENTEL) CPF บริษัท ปตท. (PTT) PYLON บริษัท ทุนธนชาต (TCAP) และบริษัท โตโยไทย (TTCL) เพราะผลการดำเนินงานดีและได้ผลดีจากการลดภาษีรายได้นิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% และมีโอกาสราคาลดลงจำกัด
ตลาดหุ้นไทยตลอดปี 2554 (สิ้นสุดวันที่ 20 ธ.ค.) สร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้เพียง 0.1% ปิด ณ วันที่ 20 ธ.ค. ที่ 1,033.29 จุด แม้ว่าดัชนีจะขยับขึ้นทำระดับสูงสุดของปีที่ 1,144.14 จุด ณ วันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมาก็ตาม แต่เมื่อวิกฤตหนี้ในยุโรปเริ่มแพร่กระจายไปยังประเทศอิตาลี สเปน ตามมาด้วยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ–จีน เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวพร้อมกับวิกฤตน้ำท่วมหนักที่สุดในรอบ 50 ปีของไทย ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่น และกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น
กดดันให้ดัชนีปรับฐานลงอย่างรวดเร็วในเดือน ต.ค. ทำระดับต่ำสุดของปีที่ 855.45 จุด ณ วันที่ 4 ต.ค. ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นเพื่อเก็งกำไรต่อแนวทางการแก้ไขปัญหาในฝั่งยุโรปและเงินทุนใหม่ จากกองทุนหุ้นระยะยาวและกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (LTF–RMF)
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยรวมถึงตลาดหุ้นอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ หรือหุ้นในกลุ่ม TIP ยังคงสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค ของ MSCI AP ex Japan ที่ผลตอบแทนติดลบ 20.1%







