
ไทยเสียเครดิต
ธปท.ยันหมดความน่าเชื่อถือหากโอนหนี้ให้ธนาคารกลาง
ธปท.ยันหมดความน่าเชื่อถือหากโอนหนี้ให้ธนาคารกลาง
“ประสาร” ห่วงเครดิตประเทศทรุด หากรัฐบาลโอนหนี้กองทุนฟื้นฟูให้ ธปท.
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า หากรัฐบาลจะดำเนินการโอนหนี้มาให้ ธปท.ทั้งหมด จะต้องมีการแก้กฎหมาย ซึ่งจะต้องผ่านกระบวนการรัฐสภา
“ขณะนี้บางคนถามว่า กฎหมายแบบนี้มันขัดรัฐธรรมนูญ เพราะหมายความว่า ถ้านายกฯ มีหนี้อยู่และมีอำนาจออกกฎหมาย ซึ่งมีเสียงข้างมาก จะโอนหนี้ไปให้ใครก็ได้” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว
หลังจากนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือความน่าเชื่อถือของ ธปท. เพราะในขณะนี้ แม้ว่าธปท.จะมีทุนติดลบอยู่ 4 แสนล้านบาท แต่คนยังเชื่อว่าเป็นธนาคารกลางน่าจะมีรายได้ในอนาคตและคงไม่เบี้ยวหนี้ใคร ธปท.จึงยังออกพันธบัตรและมีคนซื้อ
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า แต่ถ้าทุนติดลบ 1.5 ล้านล้านบาท อาจจะเริ่มมีคำถามว่า ธปท.อาจจะไม่กล้าดำเนินนโยบายการเงินแบบตรงไปตรงมา เพราะกลัวขาดทุน เพราะฐานเริ่มไม่มั่นคงแล้ว
“ส่วนนี้จะเกิดผลกระทบที่รุนแรงต่อประเทศชาติ เพราะธนาคารกลางไม่สามารถทำภารกิจของตัวเองได้ และอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศอาจจะตกก็ได้ ในสายตาสถาบันจัดอันดับเครดิตและนักลงทุน อาจจะมองว่าการทำงานรัฐบาลและ ธปท.ของประเทศเราแตกต่างจากที่อื่น และอาจจะตั้งข้อสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นในประเทศนี้” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว
นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะเสนอให้แก้กฎหมาย ธปท. ในส่วนวิธีการลงบัญชี ระหว่างบัญชีผลประโยชน์กับบัญชีกำไรสะสม เพื่อให้สามารถนำดอกผลที่เกิดจากบัญชีทุนสำรองเงินตราที่มีอยู่ปีละประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาทมาใช้ได้
ทั้งนี้ จะเตรียมข้อมูลหารือกับคณะลูกศิษย์หลวงตามหาบัว เพื่อยืนยันว่าการปรับวิธีการลงบัญชีจะไม่แตะต้องในส่วนของเงินต้นและทองคำ จะนำเฉพาะดอกผลในแต่ละปีมาชำระหนี้
นอกจากนี้ จะเสนอแก้กฎหมายเพื่อนำเงินจากสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ที่ได้จากการเรียกเก็บเงินจากสถาบันการเงิน 0.4% เฉลี่ยเป็นเงินประมาณ 2.9 หมื่นล้านบาท นำมาสมทบในการชำระภาระดอกเบี้ย
เชื่อว่าหากนำเงินจำนวนนี้มาใช้ จะไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ฝากเงิน เนื่องจากเงินสมทบจะเพิ่มขึ้นตามเงินฝากที่มากขึ้น ประมาณการแล้วจะเหลือเงินเพื่อชำระดอกเบี้ย แล้วไปใช้ลดเงินต้นได้ภายใน 30 ปี
นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะเสนอ ให้แก้กฎหมายธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในส่วนวิธีการลงบัญชี ระหว่างบัญชีผลประโยชน์กับบัญชีกำไรสะสม เพื่อให้สามารถนำดอกผลที่เกิดจากบัญชีทุนสำรองเงินตราที่มีอยู่ปีละประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท มาใช้ได้
ทั้งนี้ จะเตรียมข้อมูลหารือกับคณะลูกศิษย์หลวงตามหาบัว เพื่อยืนยันว่าการปรับวิธีการลงบัญชีจะไม่แตะต้องในส่วนของเงินต้นและทองคำ จะนำเฉพาะดอกผลในแต่ละปีมาชำระหนี้
นอกจากนี้จะเสนอแก้กฎหมาย เพื่อนำเงินจากสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ที่ได้จากการเรียกเก็บเงินจากสถาบันการเงิน 0.4% เฉลี่ยเป็นเงินประมาณ 2.9 หมื่นล้านบาท นำมาสมทบในการชำระภาระดอกเบี้ย
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำฝ่ายค้าน มองว่า เรื่องนี้จะเป็นการสร้างบรรยากาศความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับธนาคารกลาง เช่นนี้จะไม่เป็นผลดีกับประเทศ รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะผลักภาระเรื่องการเงิน การคลัง ให้พ้นจากตัวเอง เพื่อให้ ธปท.รับผิดชอบ เป็นหลักไม่ถูกต้อง
รัฐบาลมีแนวทางที่จะแก้ไขปรับเปลี่ยนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ ธปท.นั้นไม่มีความจำเป็น เพราะเมื่อ 4 ปีที่แล้วก็มีการแก้ไขกฎหมายมาแล้ว
“การที่ ธปท.ไม่สามารถชำระหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะยังมีภาระในเรื่องดูแลไม่ให้อัตราแลกเปลี่ยนผันผวนเกินไป แต่เวลา ธปท.จัดการแล้วมีภาระ ก็ไปบ่นว่าทำไมไม่เอาเงินมาทำแบบอื่น ต้องแก้ไขวิธีคิด” นายอภิสิทธิ์ กล่าว







