
LHโดดเด่นเพราะขายเงินลงทุน
บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH)
บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH)
โดย..บล.บัวหลวง
ได้ขายเงินลงทุนในอินโดนีเซียทั้งหมดรวม 12 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 378 ล้านบาท โดยบริษัทจะรับรู้กำไรสุทธิ (หลังภาษี) ที่ 347 ล้านบาท ในไตรมาส 4/2554
LH ตัดสินใจจะขายสัดส่วนหุ้นในอินโดนีเซียออกทั้งหมด เนื่องจากมีผลตอบแทนจากการลงทุนต่ำและแนวโน้มไม่ชัดเจน
LH ได้ลงทุนในบริษัทอินโดนีเซีย 5 โครงการ เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2539 ที่รวมมูลค่าการลงทุน 15.9 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยถือสัดส่วนหุ้นอย่างละ 19.98% ในแต่ละโครงการ (พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในจาการ์ตา) โครงการทั้งหมดได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจเอเชีย (โดยอินโดนีเซียได้รับผลกระทบในปี 2541)
ดังนั้น LH จึงได้ตั้งสำรองสำหรับการลงทุนเรื่อยมาจนในไตรมาสแรก ปี 2554 บริษัทตั้งสำรองอีกที่ 622 ล้านบาท ส่งผลให้มูลค่าทางบัญชีของเงินลงทุนดังกล่าวเป็นศูนย์
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง มีมุมมองว่า การขายสินทรัพย์เป็นไปตามที่ผู้บริหารให้ข้อมูลเบื้องต้น ว่า LH จะขายสินทรัพย์บางส่วนในปี 2554-2555 การขายสินทรัพย์ในอินโดนีเซียจะไม่กระทบต่อประมาณการกำไรหลัก
อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิในปี 2554 ได้เพิ่มขึ้น 8% มาอยู่ที่ 4,800 ล้านบาท เนื่องจากมีกำไรรับรู้ครั้งเดียว 347 ล้านบาท กำไรดังกล่าวจะหนุนกำไรในไตรมาส 4/2554 (ซึ่งกำไรไตรมาส 4 ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม)
“เราคาดการณ์กำไรสุทธิที่ประมาณ 1,100 ล้านบาท ในไตรมาส 4/2554 ลดลงเล็กน้อย จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3 LH จะขายสินทรัพย์ในครึ่งแรกของปี 2555 ในอนาคต”
บล.บัวหลวง คาดว่า บริษัทจะขายการลงทุนอื่นอีก โดยเฉพาะธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก ได้แก่ บริษัท ควอลิตี้คอนสตรัคชั่นโปรดัคส์ (QCON) ถือสัดส่วนหุ้น 21% และขายสินทรัพย์ให้เช่าเข้ากองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์และบ้านเช่า)
การขาย QCON จะมีกำไรสุทธิหลังภาษีที่ 152 ล้านบาท (0.01 บาทต่อหุ้น) ในปี 2555 (เพิ่มขึ้น 4%) สำหรับการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (คาดกองทุนมูลค่า 5,400 ล้านบาท ที่สมมติฐานว่า LH ไม่ได้ถือสัดส่วนหุ้น) คาดว่า จะได้กำไรสุทธิ 1,000 ล้านบาท (0.10 บาทต่อหุ้น) เพิ่มขึ้น 27% ต่อประมาณการกำไรปี 2555
แผนการขายสินทรัพย์จะหนุนการเติบโตกำไรโดดเด่นกว่าบริษัทคู่แข่งในครึ่งแรกของปี 2555 ดังนั้นยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมายปี 2555 ที่ 6.60 บาท คิดตามวิธี Sumofitsparts ที่สัดส่วนราคาต่อกำไร โครงการที่อยู่อาศัยที่ 17.3 เท่า (เท่าค่าเฉลี่ยปี 2548-2553) และมูลค่าการลงทุน 2.52 บาท หุ้นซื้อขายที่มูลค่าต่ำกว่า PER ปี 2548-2553 อยู่ 7% แต่มูลค่าการซื้อขายของหุ้นจะต่ำลงกว่ามาก







