
กระแสพระราชดำรัสที่เหมาะอย่างยิ่งกับภาวะหลังน้ำลด
ในช่วงของเดือนมหามงคล อันเป็นเดือนแห่งวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พ่อหลวงผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของพวกเราชาวไทย
ในช่วงของเดือนมหามงคล อันเป็นเดือนแห่งวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พ่อหลวงผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของพวกเราชาวไทย
ทุกครั้งที่ผมได้เห็นภาพของพระองค์ท่านที่ยังมีสุขภาพดีอย่างเช่นเมื่อวันเฉลิมพระชนมพรรษาที่ผ่านมา ผมก็จะรู้สึกเหมือนเพื่อนๆ ที่บริษัท เหมือนคนไทยทุกคนที่รู้สึกปลาบปลื้ม ซาบซึ้ง ดีใจจนน้ำตาคลอ แต่เมื่อไรก็ตามที่ประเทศไทยมีปัญหา อย่างเช่น ปัญหาคนไทยเราขาดความสามัคคี ผมก็รู้สึกสงสารพระองค์ท่านที่ต้องเสียพระทัยกับความแตกสามัคคีของคนไทยกันเอง หากเรามองย้อนไปในอดีต ปัญหาของประเทศไทยหลายปัญหาที่เกิดขึ้นก็เพราะคนไทยแตกความสามัคคี และหลายครั้งที่ปัญหาได้รับการแก้ไขก็ด้วยความสามัคคีเช่นกัน
สำหรับบทความหลังน้ำท่วมและช่วงเดือนมหามงคลนี้ ผมขออัญเชิญกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้ทรงพระราชทานครั้งหนึ่ง ว่า
เพียงแต่ราษฎรรู้จักการจดบันทึกรายรับรายจ่ายในแต่ละวัน เมื่อถึงสิ้นเดือนก็นำรายรับ รายจ่ายนั้นมาหักลบกันครั้งหนึ่ง หากทำเช่นนั้นซ้ำกันทุกเดือน ผู้จดบันทึกก็จะสามารถรู้ความเป็นไปในครอบครัวได้อย่างแท้จริง เช่น ถ้ามีรายจ่ายเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลมาก ก็แสดงว่าคนในบ้านเจ็บป่วยได้ไข้มาก หรือมีรายจ่ายเกี่ยวกับค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้ามาก ก็แสดงว่าอาจมีการใช้สิ่งนั้นๆ มากหรือมีการรั่วไหลโดยไม่จำเป็น เป็นต้น
นอกจากนั้น ยังสามารถรู้ที่มาที่ไปของเงินทองของตนได้อย่างแท้จริง สามารถรู้ด้วยว่าอาชีพที่ตนทำอยู่สร้างกำไรให้ตนจริงหรือไม่ หรือมีค่าใช้จ่ายใดที่มากเกินไป ที่ควรต้องปรับปรุงให้ลดน้อยลง เพื่อให้มีกำไรมากขึ้น แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ สามารถรู้ด้วยว่าควรจะขยายหรือลดขนาดงานของตนในอนาคต ซึ่งก็หมายความว่า คนที่รู้วิชาบัญชีแม้เพียงง่ายๆ ก็จะสามารถนำพาชีวิตครอบครัวให้ก้าวไปในอนาคตได้อย่างมั่นคง ปราศจากการสุ่มเสี่ยงหรือมีโอกาสล้มเหลว
เสมือนหนึ่งการมีความสามารถพิเศษ สามารถคาดการณ์ในอนาคตได้นั่นเอง และเมื่ออาณาประชาราษฎร์มีความเป็นปึกแผ่น ประเทศชาติก็จะก้าวรุดไปข้างหน้าด้วยความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ
(กระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทาน ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน)
กระแสพระราชดำรัสนี้ เหมาะสมอย่างยิ่งกับภาวะนี้ เพราะเป็นภาวะที่หลายท่านที่ประสบอุทกภัยได้เริ่มเคลียร์สิ่งของที่เสียหาย เราได้เห็นภูเขาขยะมากมาย ริมถนน ริมซอย หรือที่ว่างต่างๆ ทั่วกรุงเทพมหานคร (กทม.) และจังหวัดที่ประสบภัย ของที่ขนมาทิ้งในแต่ละบ้านมากจนหลายคนถึงกับอุทานว่า “โอ้โห อยู่กันไม่กี่คน ทำไมถึงมีของมากมายขนาดนี้” หลายคนก็เริ่มพูดกันว่า “ต่อไปนี้อะไรที่ไม่จำเป็นไม่ซื้อเด็ดขาด เป็นภาระทั้งนั้น” แต่ตัวเราหรือผู้ที่พูดจะทำได้จริงอย่างที่พูดหรือไม่ นั่นแหละคือสิ่งที่จะต้องคอยดูกันต่อไป
สำหรับผมเองค่อนข้างเชื่อว่า อีกไม่นานเราก็จะลืมเรื่องนี้และก็จะใช้เงินซื้อสิ่งของที่เราเรียกว่า “ขยะ” เข้ามาเติมเต็มในบ้านอีกเหมือนเดิม เพราะอะไร เพราะสิ่งที่พวกเราพูดมานั้น ไม่ใช่สิ่งที่ไม่เคยพูด เป็นสิ่งที่พูดกันมาตลอด พ่อแม่ก็สอนลูกตลอดว่าต้องประหยัด สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เป็นเพราะพวกเราไม่สามารถเอาชนะใจตนเอง ไม่รู้ว่าเงินที่จ่ายครั้งละไม่มากนั้น เมื่อใช้จ่ายหลายครั้งเข้าก็เป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ การใช้จ่ายที่คิดว่าจำเป็น เอาจริงๆ แล้วส่วนใหญ่ไม่จำเป็นเลย
จากประสบการณ์ทำงานด้านการวางแผนการเงิน สาเหตุของปัญหาการเงินของผู้มาปรึกษาส่วนใหญ่มาจากการขาดวินัยทางการเงิน ไม่ได้มาจากการขาดความรู้เรื่องการลงทุนเลย
เครื่องมือที่ดีที่สุด มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการสร้างวินัยทางการเงิน ก้าวแรกที่สำคัญที่สุดของความเป็นอิสระทางการเงิน ก็คือ การทำบันทึกรายรับรายจ่ายประจำวัน ดังเช่นพระองค์ท่านได้พระราชทานพระราชดำรัสไว้ ซึ่งเราสามารถทำได้ง่ายๆ โดยบัญทึกรายรับรายจ่ายประจำวัน เราก็ทำแค่ 3 ช่องก็พอ คือ ช่อง “รายการค่าใช้จ่าย” “จำนวนเงิน” “จำเป็นหรือไม่”
ตัวอย่างตามตารางประกอบ
เพียงเท่านี้ เราก็จะรู้ว่าเงินที่เราใช้จ่ายนั้น ใช้จ่ายเรื่องไหนเยอะ เรื่องนั้นจำเป็นที่ต้องจ่ายหรือไม่ ฯลฯ เสียเวลาเพิ่มอีกนิดในแต่ละวันทำบันทึกรายรับรายจ่ายไว้ ไม่นานเราก็จะบริหารเงินของเราเป็น ใช้เงินอย่างประหยัดเหมือนอย่างในหลวงของเรา ที่ในเรื่องของความประหยัดนี้ กองงานในพระองค์เล่าว่า “...ปีหนึ่งพระองค์เบิกดินสอ 12 แท่ง เดือนละแท่ง ใช้จนกระทั่งกุด ใครอย่าไปทิ้งของท่านนะ จะกริ้วเลย ประหยัดทุกอย่าง เป็นต้นแบบทุกอย่าง ทุกอย่างนี้มีค่าสำหรับพระองค์หมด ทุกบาททุกสตางค์จะใช้อย่างระมัดระวัง จะสั่งให้เราปฏิบัติงานด้วยความรอบคอบ...”







