
ธปท.เผยมีแนวโน้มทำสัญญาแลกเปลี่ยนบาท-หยวนเพิ่ม
ธปท.ชี้หากธุรกรรมการค้าการลงทุนไทยจีนโตเพิ่ม มีโอกาสที่ไทยจะต่ออายุและขยายวงเงินสัญญาทวิภาคีแลกเปลี่ยนเงินหยวนกับเงินบาทเพิ่มเติม
ธปท.ชี้หากธุรกรรมการค้าการลงทุนไทยจีนโตเพิ่ม มีโอกาสที่ไทยจะต่ออายุและขยายวงเงินสัญญาทวิภาคีแลกเปลี่ยนเงินหยวนกับเงินบาทเพิ่มเติม
นางสุชาดา กิระกุล รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า การลงนามในความตกลงทวิภาคีแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลหยวนและบาท(Bilateral Swap Arreement) ระหว่างนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท.ละ นางหู เสี่ยวเลี่ยน รองผู้ว่าการธนาคารกลางของจีน ในวงเงิน 7 หมื่นล้านหยวน หรือ ประมาณ 3.2 แสนล้านบาท ในอายุสัญญา 3 ปี เพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างกัน มีโอกาสที่จะต่ออายุมากกว่า 3 ปี และขยายวงเงินเพิ่มมากขึ้นในอนาคต เพราะคาดว่าธุรกรรมการค้าการลงทุนระหว่างเงินบาทกับหยวนน่าจะมีมากขึ้น ตามการเติบโตของเศรษฐกิจจีนและการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี)
ทั้งนี้ ปัจจุบันธปท.เปิดให้เคลื่อนย้ายเงินบาทและหยวนในธุรกรรมการค้าและการลงทุนได้เสรีแล้ว โดยนักลงทุนทยและจีนสามารถเปิดบัญชีเงินบาทหรือหยวนผ่านธนาคารพาณิชย์เพื่อโอนชำระสินค้าและบริการได้โดยตรงแล้ว ฉะนั้น การทำธุรกรรมบาทและหยวน ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณ 1% กว่าๆ หรือ 450-500 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นประมาณ 1.40-1.55 หมื่นล้านบาท ของมูลค่าการค้าทั้งหมดที่มีประมาณ 4.5-5 หมื่นล้านบาทน่าจะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต เนื่องจากนายกรัฐมนตรีของไทย และรองประธานาธิบดีของจีนมีข้อตกลงร่วมกันว่าจะส่งเสริมการค้าระหว่างกันในช่วง 5 ปี คือ ปี 2555-2559 ให้เติบโต 20% ต่อปี การท่องเที่ยวเติบโต 20% ต่อปี และการลงทุนที่เป้นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโต 15% ต่อปี
“การทำทวิภาคีแลกเปลี่ยนเงินหยวนและบาทน่าจะรองรับการเติบโตของการค้าขายและการลงทุน ในอนาคตได้ดีขึ้น เพราะเศรษฐกิจจีนและเออีซีน่าจะมีแนวโน้มเติบโตมากที่สุด ที่สำคัญ การทำการค้าโดยใช้เงินหยวนแลกกับเงินบาทได้โดยตรง ก็ช่วยลดการพึ่งพิงเงินเหรียญสหรัฐในช่วงที่เคลื่อนไหวผันผวนได้ ถือเป็นทางเลือกที่ดีของนักลงทุน และยังลดต้นทุนการแลกเปลี่ยนจากบาทไปเป็นเงินเหรียญสหรัฐและแลกเหรียญสหรัฐมาเป็นเงินหยวน ที่ทำให้ต้นทุนช่วงห่างในการซื้อบาทและหยวนห่างกันถึง 10% ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงของเอกชนลดลง เพราะแลกบาทต่อหยวนได้โดยตรง และยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าจะมีสภาพคล่องเงินหยวนในตลาดที่เพียงพอ เพิ่มโอกาสการค้าการลงทุนระหว่างไทยและจีนด้วย” นางสุชาดากล่าว
นางสุชาดา กล่าวว่า ในส่วนของประเทศไทยเองได้มีการเตรียมการหารือร่วมกับประเทศประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก (Emeap) 11 ประเทศ สมาชิก ประกอบด้วย เกาหลีใต้, จีน, ญี่ปุ่น, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ไทย, ฮ่องกง, ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เพื่อลงนามข้อตกลงทวิภาคีแลกเปลี่ยนสกุลเงินบาทกับสกุลเงินท้องถิ่นประเทศเหล่านี้เพิ่มเติมเพื่อรองรับธุรกรรมการค้าการลงทุนที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตด้วยเช่นกัน
ส่วนจีนเริ่มส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเงินหยวนกับสกุลต่างๆแบบทวิภาคี รวม 14 ประเทศแล้ว คือ เกาหลีใต้ ฮ่องกง มาเลเซีย เบลาลูซ อินโดนีเวีย อาเจนตินา ไอร์แลนด์ สิงคโปร์ นิวซีแลนด์ อุตรเบกิตสถาน มองโกเลีย คาซัคสถาน รัสเซีย และไทย
นางสุชาดา กล่าวว่า ปัจจุบันจีนเป็นคู่ค้าที่สำคัญของไทย โดยไทยมีการส่งออกไปจีนถึง 11.8% หรือมีมูลค่า 2.12 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดเมื่อเทียบสัดส่วนส่งออกของไทยไปประเทศอื่นๆ ส่วนการนำเข้าไทยมีการนำเข้าจากจีนเป็นอันดับที่ 2 รองจากญี่ปุ่น มีสัดส่วน 13.4% หรือมูลค่า 2.33 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และหากพิจารณาจากธุรกรรมการค้าส่งออกและนำเข้ารวม ถือว่าไทยมีธุรกรรมกับจีนมากเป็นอันดับ 2 รองจากญี่ปุ่น โดยมีสัดส่วน 12.6% มีมูลค่า 4.45 หมื่นล้านบาท







