posttoday
วิกฤตหนี้ยุโรปกับการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทย

วิกฤตหนี้ยุโรปกับการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทย

20 ธันวาคม 2554

ในช่วงหลายๆ เดือนที่ผ่านมา ปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป (EU)

ในช่วงหลายๆ เดือนที่ผ่านมา ปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป (EU)

ได้กลายมาเป็นประเด็นหลักที่สร้างความกังวลและแรงกดดันต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะปัญหาในประเทศอิตาลี ที่นักลงทุนทั่วโลกต่างเฝ้าจับตาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจโลก และมาตรการที่จะถูกนำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาในครั้งนี้ ว่าจะส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุน และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศตนเองอย่างไรบ้าง

กรณีของอิตาลีซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของยุโรป และใหญ่เป็นอันดับที่ 8 ของโลกนั้น ในปัจจุบันมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ลดลง โดยในปี 2554 คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวเพียง 0.8% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งสวนทางกับการก่อหนี้สาธารณะของรัฐบาลอิตาลี ที่ขณะนี้มีมูลค่าหนี้คงค้างอยู่ที่ประมาณ 21.13 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 120% ของจีดีพี (สูงเป็นอันดับที่ 8 ของโลก)

นอกจากนี้แล้วปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศอิตาลี ก็กลายมาเป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่ผลักดันให้วิกฤตหนี้ครั้งนี้ขยายตัวและลุกลามออกไปในวงกว้าง โดยหลังจากที่นายกรัฐมนตรีแบร์ลุสโคนีของอิตาลีได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างพากันเทขายสินทรัพย์ทั้งในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ของอิตาลี จนส่งผลทำให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอิตาลีปรับตัวขึ้นสูงสุด (ราคาลดลง) เป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เริ่มมีการใช้เงินสกุลยูโร หรือเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 7.25% เนื่องจากนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลอิตาลีจะสามารถชำระหนี้ให้กับผู้ถือพันธบัตรได้ในอนาคต

วิกฤตหนี้สาธารณะของอิตาลีในครั้งนี้ยังทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำหลายๆ แห่งต่างพร้อมใจกันปรับลดความน่าเชื่อถือของประเทศอิตาลีลง ยิ่งส่งผลตอกย้ำถึงความเสี่ยงและความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อพันธบัตรอิตาลี และส่งผลกระทบต่อภาพรวมของกลุ่ม EU อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่มาก และรัฐบาลของหลายๆ ประเทศ รวมถึงประเทศในกลุ่ม EU ด้วยกัน ต่างก็ถือครองพันธบัตรอิตาลีเอาไว้เป็นจำนวนมาก

ดังนั้น หากอิตาลีต้องประสบกับปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ขึ้นมาจริงๆ แล้ว ย่อมต้องส่งผลกระทบต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ต่อระบบเศรษฐกิจโลกในที่สุด ซึ่งมาริโอ มอนติ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอิตาลีได้ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อทำให้งบประมาณขาดดุลกลับเข้าสู่ภาวะปกติอีกครั้งในปี 2556 โดยใช้มาตรการรัดเข็มขัด ขึ้นภาษี และขายสินทรัพย์บางส่วนเพื่อลดหนี้

นอกจากนี้แล้วการที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้เข้ามาแทรกแซงตลาดพันธบัตรของประเทศที่กำลังมีปัญหาทางการคลังอย่างต่อเนื่อง ก็อาจเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดพันธบัตร และช่วยฟื้นความมั่นใจให้กับนักลงทุนให้กลับมาลงทุนในตราสารหนี้ยุโรปอีกครั้ง

สำหรับประเทศไทยนั้นยังไม่มีแนวโน้มว่าจะเกิดปัญหาหนี้สาธารณะเช่นกรณีของอิตาลีหรือประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม EU โดยมีหนี้สาธารณะประมาณ 2.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 43.1% ของตัวเลข GDP ซึ่งยังอยู่ในระดับที่รัฐบาลสามารถบริหารจัดการได้ นอกจากนี้แล้วกว่า 26.8% ของหนี้สาธารณะทั้งหมดเป็นหนี้ของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจเชิงพาณิชย์ที่มีผลประกอบการดีและมีความสามารถในการชำระคืนได้อย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งหนี้ของไทยส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่อยู่ในรูปสกุลเงินบาทมากกว่าสกุลเงินต่างประเทศ ซึ่งทำให้ความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนในตลาดเงิน ตลาดทุน รวมไปถึงความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ

แต่สำหรับบรรยากาศการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทย อาจได้รับผลกระทบจากวิกฤตที่เกิดขึ้นในกลุ่ม EU อยู่บ้าง เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่นักลงทุนต่างชาติบางกลุ่มอาจลดการลงทุนในเอเชีย รวมถึงในประเทศไทยลง และหันไปเพิ่มสัดส่วนการถือครองพันธบัตรรัฐบาลของกลุ่มประเทศยุโรปมากขึ้น เนื่องจากราคาของตราสารหนี้เหล่านั้นปรับตัวลดลงไปค่อนข้างมากแล้ว

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทย ยังถือได้ว่ามีความเสี่ยงน้อย ในขณะที่ผลตอบแทนอยู่ในระดับที่ค่อนข้างดีเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน จึงน่าจะเป็นแรงดึงดูดให้เม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติอีกส่วนหนึ่งไหลเข้ามาลงทุน แต่ทั้งนี้ รัฐบาลไทยต้องบริหารจัดการนโยบายการคลังเพื่อรักษาสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ให้อยู่ในกรอบความยั่งยืนทางการคลังอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการกำกับดูแลสถาบันการเงินภาคเอกชนอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้ประสบกับปัญหาสภาพคล่องจนต้องกลายมาเป็นภาระทางด้านการคลัง ที่มีบทเรียนให้เห็นจากหลายๆ ประเทศในกลุ่ม EU แล้ว

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท