
ดอกต่ำทำพิษธปท.อิดออดฉีดเงินกู้สู้ศก.
ธปท.อิดออด ออกซอฟต์โลนให้จำกัดวงเงินและเงื่อนไขการปล่อยกู้
ธปท.อิดออด ออกซอฟต์โลนให้จำกัดวงเงินและเงื่อนไขการปล่อยกู้
เพื่อให้ตรงกลุ่มผู้เดือดร้อนแท้จริง ไม่เป็นภาระเกินไป ป้องกันข้ออ้างวกกลับมาทำอีก
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า หากจะมีการสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นกรณีพิเศษ (ซอฟต์โลน) สิ่งที่จะต้องทำ คือแก้ไข พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย ปี 2551 ที่ห้ามไม่ให้ ธปท.ปล่อยกู้โดยตรง หรือจัดซอฟต์โลน ซึ่งการตัดสินใจแก้ไขกฎหมายขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่า จะออกเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ซึ่งต้องผ่านรัฐสภา หรือจะออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพราะเป็นเรื่องเร่งด่วนและเป็นช่วงที่สภาปิดสมัยการประชุม
อย่างไรก็ตาม การจัดซอฟต์โลนจะมีภาระขาดทุน ซึ่งภาระขาดทุนจะไปเพิ่มในงบดุลของ ธปท. ที่ตามหลักสากลการดำเนินการดังกล่าวนี้ไม่ดี เพราะเสมือน ธปท.พิมพ์ธนบัตรให้รัฐบาลใช้ จะกระทบกับความน่าเชื่อถือของธนาคารกลาง และอาจถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศได้ จึงควรทำในวงเงินจำกัดและอยู่ในระดับที่ ธปท.รับภาระไหว เพราะถ้าปล่อยซอฟต์โลนเข้าไปในระบบมากก็เสมือนเพิ่มสภาพคล่องเข้าไปในระบบ ทำให้ ธปท.มีภาระในการออกพันธบัตรมาดูดสภาพคล่องในระบบกลับเข้ามาอีก
“ถ้าทำต้องทำในวงเงินจำกัด สมมติจะทำ 1 แสนล้านบาท ก็อาจจะมีภาระออกพันธบัตรดูดกลับให้สภาพคล่องอยู่ในระดับเหมาะสมภายใต้อัตราดอกเบี้ย 3% เศษ ก็จะมีภาระที่จะเกิดการขาดทุนในงบดุลของ ธปท.ประมาณ 3,000 ล้านบาท ถ้าออก 2 แสนล้านบาท ก็จะมีภาระ 6,000 ล้านบาท จึงต้องดูให้พอเหมาะและควรควบคุมกำหนดคุณสมบัติการช่วยให้ถึงผู้เดือดร้อนจริงๆ ที่สำคัญการแก้ไขกฎหมายต้องแก้ไขให้ทำได้เพียงคราวเดียว ไม่เปิดให้ทำได้อีก เพราะเราเองก็กังวลว่าในอนาคตจะมีการอ้างกรณีแบบนี้ ให้ ธปท.ทำกรณีอื่นๆ อีก” นายประสาร กล่าว
นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า ธปท.มีหน้าที่ดูแลระบบสถาบันการเงินให้มีสภาพคล่องเข้มแข็ง มีเงินทุนเพียงพอที่จะปล่อยกู้ให้ภาคธุรกิจและประชาชน ภายใต้อัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม แต่การทำหน้าที่ของธนาคารกลาง ธปท.ไม่สามารถปล่อยกู้โดยตรงได้ ต้องทำผ่านธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เพราะในการให้กู้ก็ต้องมีผู้รับความเสี่ยงเครดิตจากหนี้เสียที่อาจจะเกิดขึ้น
ดังนั้น ถ้าจะให้ ธปท.เป็นผู้พิจารณาให้กู้กับใครได้บ้างจึงจะเหมาะสมคงทำไม่ได้ เนื่องจาก ธปท.ไม่ได้มีหน้าที่หรือมีข้อมูลในการพิจารณาเครดิตรายบุคคล ที่สำคัญอาจเกิดข้อครหาความไม่ยุติธรรมให้กู้ดอกเบี้ยต่ำไม่ทั่วถึงได้
“ธปท.และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีหน้าที่ดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ ไม่ได้มีหน้าที่ดูแลเฉพาะจุดใดจุดหนึ่ง ภาวะเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาและมาตรการภาครัฐ คาดว่าจะช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจปีหน้าเติบโตได้ที่ระดับ 4.8% ซึ่งนโยบายการเงินจะดูแลเสถียรภาพและราคา ให้เหมาะสมกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่อไป” นายไพบูลย์ กล่าว







