
โฆสิต เตือนธุรกิจรัดเข็มขัด สร้าภูมิคุ้มกันปี 2555
นับถอยหลังก้าวสู่ปี 2555 มีการคาดการณ์กันแล้วว่า ช่วงครึ่งแรกของปีหน้าเศรษฐกิจไทยจะอ่อนแรง
นับถอยหลังก้าวสู่ปี 2555 มีการคาดการณ์กันแล้วว่า ช่วงครึ่งแรกของปีหน้าเศรษฐกิจไทยจะอ่อนแรง
โดย...เบญจมาศ เลิศไพบูลย์
นับถอยหลังก้าวสู่ปี 2555 มีการคาดการณ์กันแล้วว่า ช่วงครึ่งแรกของปีหน้าเศรษฐกิจไทยจะอ่อนแรง หลังจากเผชิญสถานการณ์เลวร้ายจากมหาอุทกภัยครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่มองทิศทางเศรษฐกิจเช่นนั้น พร้อมทั้งกล่าวในงานเสวนา “ทิศทางกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยในปี 55” จัดโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยว่า ในปีหน้าจะมี 2 ปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลต่อความเคลื่อนไหวเศรษฐกิจของประเทศ
ปัจจัยแรก คือ ผลกระทบที่เกิดจากมหาอุทกภัย
อีกปัจจัย คือ ผลจากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากเศรษฐกิจโลก
โฆสิต กล่าวว่า ผลที่เกิดจากมหาอุทกภัยครั้งนี้ แบ่งออกอีก 2 ประเด็น คือ ประเด็นแรก ส่วนที่เสียหายไปจากน้ำท่วมทั้งรายได้ที่ลดลง และรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น
อีกส่วน คือ ความเสียหายที่เป็นผลกระทบทางตรง เช่น สถานประกอบการถูกน้ำท่วม หรือผลกระทบทางอ้อม ระบบซัพพลายเชนไม่ปกติ มีผลต่อระบบโลจิสติกส์ นี่เป็นเรื่องที่ส่งผลใหญ่มาก จะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไตรมาสสุดท้ายปีนี้หายไปส่วนหนึ่ง และอาจติดลบ
ขณะที่การฟื้นฟูสถานการณ์ประกอบการที่ได้รับผลกระทบกว่า 80% เชื่อว่าจะกลับมาเป็นปกติได้ในช่วง 36 เดือนข้างหน้า ส่วนอีก 20% อาจต้องใช้เวลากลับเข้าสู่ภาวะปกตินานเป็นปี เพราะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่จะมีเรื่องทำความสะอาดมากกว่าธุรกิจทั่วไป
ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ มองจีดีพีปีหน้าด้วยว่า ไตรมาสแรกอย่างเก่งก็เสมอตัว หรือไม่อาจติดลบ
ส่วนไตรมาส 2 อาจกลับไปได้แค่ปกติ หรือเท่ากับปีก่อน และไตรมาส 3 มีโอกาสจีดีพีขยับขึ้น หากผู้ประกอบการมีความมั่นใจต่อความต้องการของลูกค้า ก็จะเร่งกำลังผลิต ชดเชยส่วนที่หายไปก่อนหน้า
อย่างไรก็ดี อีกมิติหนึ่งที่ต้องคำนึง คือ รายจ่ายภาคครัวเรือน และรายจ่ายภาคธุรกิจจะอยู่ในภาวะอ่อนกำลัง เนื่องจากรายได้หายไปหลายเดือน ขณะที่รายจ่ายที่มาจากน้ำท่วมก็มากขึ้น
ฉะนั้นจะเกิดการใช้จ่ายเฉพาะที่จำเป็น แต่สิ่งที่ไม่จำเป็นก็หลีกเลี่ยง ความพร้อมภาคเอกชนจึงยังติดขัด ครึ่งแรกของปีหน้าจึงเหลือความหวังที่ฟากรัฐบาลเป็นกลไกหลัก ภารกิจฟื้นฟูน้ำท่วมจึงเป็นกรอบขนาดใหญ่ ถ้ากรอบนี้ได้ผลก็คาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยปีหน้าเติบโตได้ 45% และอาจขยายตัวมากกว่านี้ในช่วงครึ่งปีหลัง
นอกจากมหาอุทกภัยครั้งนี้จะส่งผลต่อจีดีพีแล้ว ยังส่งผลในด้านอื่นที่สำคัญด้วย ประการแรก แนวโน้มดอกเบี้ย ขณะนี้ไม่สามารถฟันธงได้ เพราะมีแรงกดดันจากธนาคารของรัฐที่มีความต้องการขยายฐานเงินฝากเพื่อนำเงินไปให้รัฐบาลใช้จ่ายหลังน้ำท่วม
ประการที่สอง เงินเฟ้อ ขณะนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าตายใจ ปัจจุบันเงินเฟ้อก็ยังสูงกว่า 4% ดังนั้นจึงฟันธงไม่ได้ว่าดอกเบี้ยจะเป็นขาลงหรือไม่ การฟันธงดอกเบี้ยในช่วงนี้อาจยากกว่าที่คิด และประการสุดท้าย คือ ค่าเงินบาท ความสูญเสียจากน้ำท่วมครั้งนี้คิดเป็นมูลค่าหลายแสนล้านบาท จะมีเงินเคลมจากบริษัทประกันเข้าสู่ประเทศจำนวนมาก เงินบาทก็น่าจะแข็งในระยะต่อไป ไม่น่าเห็นเงินบาทอ่อน
สำหรับปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโลกนั้น ปีหน้ามั่นใจได้เลยว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลง แม้จะมีหลายฝ่ายพูดว่าอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ ของจีนจาก 9% ลดเหลือ 8% หรืออินเดียจีดีพีชะลอเหลือ 6% ก็ตาม แต่นั่นก็คือการปรับลด ขณะที่ภัยที่ค่อนข้างแผ่อิทธิพลสูงมาก คือ เงินยูโร ขณะนี้ไม่มีใครรู้ว่าสภาวะที่เกิดขึ้นจากเงินยูโรจะกลับสู่สภาพเดิมได้อย่างไร เงินยูโรต่อจากนี้จะไม่เหมือนวันนี้ และจะเป็นสกุลเงินที่อ่อนแอลง จึงเกิดคำถามว่า จากนี้โลกทั้งโลกจะขาดสกุลเงินหลัก และสกุลเงินหลักจะอ่อนแอสุดในประวัติศาสตร์จากที่เคยมีมา
“ที่ชัดเจนมากอีกเรื่อง คือ ปีหน้าการค้าของโลกคงไม่เท่าปีนี้ อุทกภัยทำให้ซัพพลายเชนทั่วโลกไม่เหมือนเดิม เรามีส่วนทำให้เกิดผลกระทบ และถ้าเรากลับไปดูกรอบเวลา 6 เดือนข้างหน้าที่จะต้องเร่งเครื่องภาคการผลิต ก็ยังเกิดคำถามจะเร่งเครื่องได้จริงหรือเปล่า เพราะตอนนั้นการค้าโลกคงไม่แข็งแรงนัก เรากำลังฝ่าอากาศที่แปรปรวน ฉะนั้นทุกคนกรุณารัดเข็มขัด หรืออีกมุมเรากำลังอยู่ในช่วงแรงต้านทานสูง การใช้ความเร็วในช่วงที่แรงต้านทานสูง โดยธรรมชาติเราต้องมีภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุด และทุกบริษัทจะมีภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดได้ คือ อย่าทุ่มจนไม่เหลืออะไร” โฆสิต กล่าว
โฆสิต กล่าวว่า จริงแล้วในปีนี้เป็นปีที่ดี กระทั่งถึงเดือน ต.ค. เกิดเดชะกรรมที่เป็นปัจจัยยักษ์ ทั้งมหาอุทกภัย และเศรษฐกิจในอียู 2 เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่กว้าง ลึก และยาว ภาคธุรกิจจะดำเนินการอย่างไรช่วงต่อจากนี้ต้องดู 2 ปัจจัยนี้ด้วย
อย่างไรก็ตาม นอกจาก 2 ปัจจัยหลักนี้แล้ว ช่วงเวลาข้างหน้าประเทศไทยยังขึ้นอยู่กับวาระสำคัญ 4 วาระ
วาระแรก ปีหน้าจะเป็นปีที่พึ่งพารัฐบาล ฉะนั้นรัฐบาลจะทำอย่างไรให้โครงการต่างๆ ไม่เกิดปัญหาคอร์รัปชัน ทำให้ประเทศอยู่บนความสงบ นี่คือเรื่องที่สำคัญมาก หากรัฐบาลทำได้ดีมากเท่าไร โอกาสที่จะฝ่าความแปรปรวนปีหน้าจะเปลี่ยนเป็นความนิ่มนวลขึ้นได้มาก
วาระที่สอง การปรับตัวของผู้ประกอบการ อะไรที่ต้องทำก่อนเกิดมหาอุทกภัย ต้องทำให้สำเร็จ จะทิ้งไม่ได้ เพราะตอนนี้เกิดปัญหาแรงงานหายาก และค่าแรงปรับสูงขึ้น หากจดจ่อแต่สิ่งที่เกิดจากน้ำท่วม และปัญหาจากเศรษฐกิจโลกจนลืมโจทย์เก่าก็จะเป็นปัญหาในระยะต่อไป ขณะนี้โจทย์เก่าไม่ได้หายไปไหน ในทางกลับกันจะมีน้ำหนักมากขึ้น เช่น ต่างประเทศอาจไม่ย้ายฐานการผลิต แต่การที่บริษัทเหล่านี้จะขยายงานในไทยมากขึ้นหรือเปล่านั้น เป็นอีกเรื่อง
ดังนั้น ต่อให้ช่วงนี้หลายบริษัทมีภาระมาก แต่ภาระการเรียนรู้ การจัดการด้านนวัตกรรมก็เป็นเรื่องที่ทิ้งไม่ได้ ปัจจัยที่พวกเราสนใจคือ ปัจจัยพื้นฐานด้านสาธารณูปโภค แต่สิ่งที่จะทำให้ประเทศก้าวพ้นเป็นประเทศขนาดกลางได้ คือ ปัจจัยพื้นฐานทางปัญญา คงไม่สามารถคิดเพียงพื้นฐานทางเศรษฐกิจอย่างเดียวเท่านั้น
“จากนี้ปัญหาค่าแรง และหาแรงงานยาก จะทำให้ความน่ารักของประเทศไทยหายไป ฉะนั้นอย่าหวังการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อใช้แรงงานในไทย หรืออย่าหวังใช้ทรัพยากรในไทย เพราะไม่มี การลงทุนเพื่อใช้ตลาดไทยจึงเป็นเรื่องไม่ง่าย เราเป็นตลาดที่โตช้า และแข่งขันสูง เป็นเรื่องที่บีโอไอต้องไปคิดว่าจะทำอย่างไรให้การลงทุนทางตรงเกิดมากขึ้น” โฆสิต กล่าว
นอกจากนี้ ไทยต้องเพิ่มความสัมพันธ์กับอาเซียน ต้องผูกตัวเองให้เข้ากับอาเซียนมากกว่านี้
เรื่องสุดท้าย คือ ความเข้าใจในนโยบายการเงินการคลังที่นำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจของโลกนั้น จากประสบการณ์ของประเทศใหญ่ๆ ของโลกพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่ใช่อย่างที่ทุกคนเชื่อ หรือเข้าใจ การอัดฉีดเงินในสหรัฐมากเท่าใดเศรษฐกิจก็ยังติดหล่ม การกดดอกเบี้ยเกือบ 0% ตั้งแต่เกิดวิกฤตเลห์แมน บราเธอร์ส โดยธนาคารกลางสหรัฐจะใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำจึงถึงกลางปี 2556 ก็ไม่ได้ผล ดังนั้นการใช้นโยบายการเงินของทั่วโลกจึงไม่ใช่เรื่องง่าย รวมถึงการใช้นโยบายการเงินการคลังของไทยต้องใช้ให้ถูกจังหวะ ไม่ใช่ว่าใช้ไม่ได้ แต่ไม่ง่าย เพราะบทบาทเหล่านี้ทุกประเทศได้ลองแล้วกลับไม่ได้ผล
หลากประเด็นเหล่านี้ถือว่าท้าทายสำหรับคนไทยไม่น้อย







