posttoday
ทองพลิกหัวทิ่มปลายปี

ทองพลิกหัวทิ่มปลายปี

18 ธันวาคม 2554

สร้างความประหลาดใจให้นักลงทุนอย่างถ้วนหน้ากับราคาทองคำในตลาดโลกที่ปรับขึ้น

สร้างความประหลาดใจให้นักลงทุนอย่างถ้วนหน้ากับราคาทองคำในตลาดโลกที่ปรับขึ้น

โดย...ทีมข่าวการเงิน

สร้างความประหลาดใจให้นักลงทุนอย่างถ้วนหน้ากับราคาทองคำในตลาดโลกที่ปรับขึ้นมาดีเกือบตลอดทั้งปีจนผู้ค้าทองคาดกันว่าจะไปไกลถึง 1,900 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ กลับปรับตัวลงกะทันหันเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. ก่อนการประชุมผู้นำสหภาพยุโรป (อียู) วันที่ 9 ธ.ค. จาก 1,730 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ลงมาอยู่ที่ 1,599 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เมื่อวันเสาร์ที่ 17 ธ.ค.ที่ผ่านมา นับว่าตกลงมาถึง 131 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ จนกูรูค้าทองคำออกมาฟันธงว่าเป็นขาลงแน่แล้วจนถึงครึ่งแรกเดือน ม.ค.ปีหน้า

นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก กล่าวว่า ราคาสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกตกลงอย่างหนักเพราะความไม่เชื่อมั่นในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เพราะปัญหาหนี้สินของอียูไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเบ็ดเสร็จ รวมถึงความขัดแย้งทางการเมืองในสหรัฐทำให้ไม่มีการส่งสัญญาณออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณเงิน (QE3) ออกมา

ขณะที่ปัญหาหนี้ของอียูนั้นหนักหนาทำให้ค่าเงินยูโรอ่อนลงและค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น นักลงทุนจึงหนีไปถือพันธบัตรสหรัฐและเงินเหรียญสหรัฐที่เชื่อว่าเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุดขณะนี้ อย่างไรก็ตาม คาดว่าในที่สุดปัญหาของทั้งสองประเทศต้องได้รับการแก้ไขและจะเกิดขึ้นในปีหน้า

ทองพลิกหัวทิ่มปลายปี

 

ดังนั้น คาดว่าภาวะราคาทองคำที่ปรับตัวลงจะสิ้นสุดในครึ่งแรกเดือน ม.ค. 2555 จากนั้นจะปรับตัวขึ้นโดยคาดว่าครึ่งแรกของปีหน้าจะเห็นราคาทองคำกลับตัวพุ่งขึ้นไปถึง 2,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หรือ 2.7 หมื่นบาทต่อบาททองคำ

ส่วนปลายปีนี้คาดว่าจะเห็นราคาทองคำปิดที่ประมาณ 1,550 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งระดับราคาปัจจุบันนับว่านักลงทุนระยะกลางและระยะยาวสามารถเข้าซื้อได้

ขณะที่ราคาทองคำในประเทศก็ปรับตัวขึ้นลงตามราคาทองคำในตลาดโลก จนถึงวันเสาร์ที่ผ่านมาราคาทองคำ 96.5 ขายออกอยู่ที่ 2.38 หมื่นบาทต่อบาททองคำ ราคาทอง 99.99 อยู่ที่ประมาณ 2.4 หมื่นบาทต่อบาททองคำ

รอบสัปดาห์ที่ผ่านมานับว่าราคาทองลดลงกว่า 1,000 บาทต่อบาททองคำแล้ว โดยเฉพาะวันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมา ราคาทองคำในประเทศปรับขึ้นลงถึง 10 ครั้ง เพราะมีความผิดหวังในการแก้ไขปัญหาของสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจนี้ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงลดลงทั้งหมด รวมถึงน้ำมันและดัชนีหุ้นทั่วโลก

แต่ดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมากลับทรงตัว โดยได้รับแรงหนุนจากแรงซื้อกองทุนหุ้นระยะยาวและกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (LTF/RMF) ชดเชยแรงขายจากต่างชาติ โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,034.06 จุด เพิ่มขึ้น 0.01% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 13.84% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 23,846.60 ล้านบาท โดยนักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนต่างชาติ และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ

ด้านราคาที่ดินในประเทศก็สร้างความฮือฮาไม่แพ้ราคาทองคำ เมื่อกรมธนารักษ์เปิดราคาประเมินที่ดินใหม่ปีหน้าว่า ราคาที่ดิน 30 ล้านแปลงทั่วประเทศ ปรับราคาเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20% ที่กรุงเทพฯ ขึ้น 17% โดยเฉพาะที่ใกล้แนวรถไฟฟ้าราคาพุ่งถึง 50% ส่วนต่างจังหวัดที่ราคาแพงขึ้นสุดคือ อุดรธานี ขึ้น 51% รองลงมาคือ ภูเก็ต ขึ้น 49%

ขณะที่สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์เปิดเผยผลสำรวจความเสียหายของบริษัทจดทะเบียนจากสถานการณ์น้ำท่วม โดยบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดกว่า 500 แห่ง มี 198 แห่งที่ตอบกลับมา พบว่ามี 53 บริษัทที่รายได้ชะงักงันคิดเป็นเงินถึง 3 หมื่นล้านบาท ยังไม่นับสินค้าคงคลังที่เสียหายอีก 3,630 ล้านบาท

ด้านกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเพิ่มเติมเป็นของขวัญปีใหม่

ประการแรก เพิ่มลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแก่ประชาชนทั่วไป กรณีที่เป็นผู้ประสบภัยให้สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการซ่อมแซมบ้านเรือน รวมทั้งรถยนต์ที่เสียหายจากน้ำท่วมนำมาลดหย่อนภาษีได้

ประการที่สอง กำลังหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ออกเงินกู้อัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน หรือซอฟต์โลน โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นการปล่อยกู้เป็นกรณีพิเศษเพื่อช่วยเหลือสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่มีความจำเป็นต้องใช้สภาพคล่องจริง

ประการที่สาม ให้กรมสรรพากรศึกษาการหักค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องซื้อเครื่องจักรใหม่เพื่อทดแทนที่เสียหาย

ประการที่สี่ ให้กรมศุลกากรศึกษาความเหมาะสมในการขยายขอบเขตยกเว้นอากรนำเข้าสินค้าสำเร็จรูป

ประการที่ห้า หาข้อสรุปมาตรการส่งเสริมหรือลดทอนการส่งเสริมการลงทุนกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อเยียวยากิจการผู้ที่ประสบปัญหาต่อไป

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ นโยบายการเงินที่บิดเบี้ยว หลังคณะกรรมการนโยบายการเงินลดดอกเบี้ยลงมา 0.25% แต่ธนาคารพาณิชย์ยังไม่ลดดอกเบี้ยตาม โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า ในขณะนี้ธนาคารอยู่ระหว่างการพิจารณาทิศทางดอกเบี้ย แต่ยอมรับว่าการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ในขณะนี้เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก หากความต้องการทางการคลังยังมีอยู่สูง โอกาสในการปรับลดดอกเบี้ยย่อมมีน้อยตามไปด้วย แม้นโยบายการเงินจะปรับลดดอกเบี้ยลงมาแล้วก็ตาม ดังนั้นนโยบายการเงินการคลังควรทำงานควบคู่กันไป

ทั้งนี้ ที่ผ่านมานโยบายการคลัง ที่ให้ธนาคารของรัฐระดมเงิน เช่น การเร่งหาเงินฝากของธนาคารออมสินด้วยการเสนออัตราดอกเบี้ยในระดับที่สูง ทำให้ดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ลดลงไม่ได้เพราะต้นทุนไม่ได้ลดลง

ด้าน ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า จะเห็นว่าบางธนาคารเริ่มปรับลดลงบ้างแล้ว แต่ส่วนใหญ่ที่ยังไม่ปรับลงนั้นอาจเป็นเพราะมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะการแข่งขันระดมเงินฝากในอนาคต  

 

ข่าวล่าสุด

โลตัส ขอนแก่นเปิดโฉมใหม่ 30 ต.ค. ดึง IKEA-ร้านดังเสริมทัพ

โลตัส ขอนแก่นเปิดโฉมใหม่ 30 ต.ค. ดึง IKEA-ร้านดังเสริมทัพ