posttoday
ข้อตกลงลดโลกร้อน หลักการที่ดีแต่ปฎิบัติได้ยาก

ข้อตกลงลดโลกร้อน หลักการที่ดีแต่ปฎิบัติได้ยาก

18 ธันวาคม 2554

นับเป็นการประชุมครั้งสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของความคืบหน้า

นับเป็นการประชุมครั้งสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของความคืบหน้า

โดย...ทีมข่าวการเงิน

นับเป็นการประชุมครั้งสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของความคืบหน้า สำหรับการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ณ เมืองเดอร์บัน ประเทศแอฟริกาใต้ โดยสำเร็จในแง่ที่ว่าผลสรุปของการประชุมสามารถเรียกความร่วมมือจากประเทศผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รายใหญ่ๆ ของโลก อย่าง สหรัฐ จีน อินเดีย และบราซิล มาเข้าร่วมลงนามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อรักษาชั้นบรรยากาศของโลก ซึ่งถูกก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์บ่อนทำลาย

ทั้งนี้ วาระสำคัญสำหรับการประชุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรอบเดอร์บันในครั้งนี้ก็คือ การที่ทุกประเทศสมาชิกต่างมีมติตรงกันที่จะยืดอายุพิธีสารเกียวโต หรือที่รู้จักกันดีในนาม เกียวโต โปรโตคอล ที่ 195 ประเทศร่วมลงสัตยาบันเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตั้งแต่ปี 2540 ซึ่งจะสิ้นสุดลงในปี 2555 นี้

พร้อมกันนี้การประชุมรอบเดอร์บันยังได้มีการหารือระเบียบข้อตกลงทางกฎหมายให้ครอบคลุมถึงประเทศผู้ปล่อยก๊าซหลักให้เสร็จสิ้นภายในปี 2558 ก่อนที่จะนำกฎเหล่านั้นมาใช้อย่างจริงจังในปี 2563 รวมถึงการจัดตั้งกองทุนสภาพอากาศสีเขียว เพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาในการลงทุนพลังงานสะอาด ที่เหมาะสมสอดคล้องกับหลักการลดโลกร้อน ซึ่งคาดกันว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

ข้อตกลงลดโลกร้อน หลักการที่ดีแต่ปฎิบัติได้ยาก

อย่างไรก็ตาม ในสายตาของกลุ่มเอ็นจีโอและนักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมทั่วโลก ที่เฝ้าติดตามความคืบหน้าของการเจรจาลดโลกร้อนมาโดยตลอด บทสรุปจากการประชุมครั้งล่าสุดที่ประเทศแอฟริกาใต้ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก

เนื่องจากเมื่อลองวิเคราะห์ดูแล้ว ข้อตกลงที่จัดทำขึ้นมาใหม่นี้ ยังเป็นโครงสร้างแบบหลวมๆ ที่ คุมิ นาอิดู ผู้อำนวยการบริหารด้านการรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อมของกรีนพีซ ระบุว่า หลักการที่ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกที่มีการพูดคุยกันมานานกว่า 10 ปีนี้ เป็นเพียงการตกลงกันตามความสมัครใจมากกว่าการบังคับ ทำให้มีแนวโน้มว่าปัญหาโลกร้อนจะกินเวลายาวนานออกไป

ขณะที่ความยืดเยื้อในการแก้ปัญหาย่อมหมายถึงการเอื้อให้สภาพภูมิอากาศของโลกเดินหน้าเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนอุณหภูมิอาจเพิ่มขึ้นอีก 2 องศา ซึ่งเป็นตัวเลขตกลงกันไว้ในการประชุมที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เมื่อปี 2552 และเป็นระดับที่นักวิทยาศาสตร์ยอมรับว่าจะส่งผลให้โลกก้าวขั้นจากระดับอันตรายไปสู่แนวโน้มของหายนะ

นอกจากนี้ ดูเหมือนว่าข้อตกลงเดอร์บัน หรืออาจพูดได้ว่าเป็นตัวแทนต่อจากพิธีสารเกียวโตนี้ดูจะไปไม่รอดเสียแล้ว เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศแคนาดา ซึ่งเป็นหนึ่งใน 41 สมาชิกระดับ Annex 1 (กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่กำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ) ประกาศถอนตัวจากพิธีสารเกียวโตอย่างเป็นทางการ

สำหรับเหตุผลหลักๆ ที่นำไปสู่การตัดสินใจขั้นเด็ดขาดของแคนาดาในครั้งนี้ ก็คือเงื่อนไขที่เป็นไปได้ยาก ซึ่งระบุไว้ในหลักการที่ถ้าหากมีการเดินหน้าปฏิบัติตามกฎข้อบังคับที่วางไว้จริง จะคิดเป็นต้นทุนมหาศาลที่แคนาดาเกินแบกรับไหว

เพราะขนาดแค่การลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 6% จากปริมาณก๊าซที่ประเทศแคนาดาปล่อยได้ในปี 2533 ภายในปี 2555 ยังไม่สำเร็จ แถมข้อมูลจากอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ยังระบุในทางตรงกันข้ามว่า แต่ละประเทศทั่วโลก รวมถึงแคนาดามีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ ปีเตอร์ เคนต์ รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของแคนาดา ได้เปรียบเทียบให้เห็นง่ายๆ ว่า เกณฑ์ในการลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามเป้าหมายที่วางกันไว้ ย่อมหมายถึงการห้ามรถยนต์และยานพาหนะทุกชนิดทุกคันที่มีอยู่ในประเทศแคนาดาออกมาวิ่งโดยเด็ดขาด ขณะเดียวกันก็จำต้องปิดฟาร์มหรือภาคอุตสาหกรรมของประเทศทั้งหมด ควบคู่ไปกับมาตรการลดความร้อนตามอาคารบ้านเรือนและโรงงาน

“ถ้าหากว่าเราไม่สามารถทำตามที่เรารับปากไว้ได้ รัฐบาลต้องนำเงินภาษีของประชาชนกว่า 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ไปให้ประเทศอื่นๆ ที่ไม่จำเป็นต้องได้รับผลกระทบจากก๊าซเรือนกระจก” เคนต์ กล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้ต้องถอนตัวออกจากพิธีสารเกียวโต

ในแง่หนึ่ง การถอนตัวของแคนาดาอย่างเป็นทางการในครั้งนี้ ไม่ได้ทำให้หลักการข้อตกลงเรื่องโลกร้อนหายไปแต่อย่างใด

ทว่าอีกมุมหนึ่งคงต้องยอมรับว่า การเดินออกจากกลุ่มโดยไม่ลังเลได้กลายเป็นแบบอย่างให้ประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีนและรัสเซีย ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าไม่ต้องการปฏิบัติตามหลักการ เนื่องจากประเทศยังต้องพึ่งพาพลังงานที่ส่งผลต่อชั้นบรรยากาศโลกในการเติบโตได้เดินตาม

กลายเป็นเรื่องให้ต้องจับตามองต่อไปว่า ข้อตกลงลดโลกร้อนจะต้องสิ้นสุดลงหรือไม่  

 

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี