
3 นักลงทุนสถาบันมองข้ามการเมือง จัดพอร์ตรับเศรษฐกิจขาขึ้น
ในขณะที่ทุกสายตาจับจ้องไปที่การพิจารณาคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี วันที่ 26 ก.พ.นี้ แต่นักลงทุนสถาบัน 3 แห่ง ที่มีเม็ดเงินภายใต้การบริหารจัดการรวมกันเกือบ 1 ล้านล้านบาท ได้แก่ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) มีเงิน 3.75 แสนล้านบาท ธนาคารออมสินที่มีพอร์ตเพื่อการลงทุนประมาณ 3 แสนล้านบาทไม่รวมเงินให้สินเชื่อ และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี ที่มีเงิน 2.34 แสนล้านบาท มองข้ามช็อตและจัดพอร์ตการลงทุนเพื่อรับกับเศรษฐกิจขาขึ้น ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อเศรษฐกิจโตดีปัจจัยเสี่ยงในเรื่องของเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยก็จะพุ่งขึ้นเป็นเงาตามตัว ต้องมาลองฟังการจัดพอร์ตลงทุนของ 3 นักลงทุนสถาบันในงานสัมมนา
“จัดพอร์ตการลงทุนในปีเสือ” ที่จัดโดย บลจ.เอ็มเอฟซีผู้บริหารจากทั้ง 3 องค์กร ทั้ง โสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการ กบข. ธัชพล กาญจนกูล รองผู้อำนวยการ กลุ่มบริหารการเงิน ธนาคารออมสิน และ พิชิต อัคราทิตย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี มีความเห็นตรงกันว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวแล้ว แม้ว่าจะยังมีความผันผวนทั้งจากปัจจัยต่างประเทศและในประเทศ โดยเฉพาะการเมืองที่งวดเข้ามาทุกขณะจิต แต่ผู้บริหารเหล่านี้มองว่าไม่น่าจะมีอะไรหนักหนาเพราะประเทศไทยมีประสบการณ์มาแล้ว และจะกระทบในระยะสั้นหากตลาดหุ้นดิ่งลงก็เป็นจังหวะซื้อ
ธัชพล กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกกำลังจะดี อัตราเงินเฟ้อจะปรับเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นต้องหาการลงทุนที่จะสู้กับเงินเฟ้อได้ นั่นคือ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ สินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะทองคำซึ่งขณะนี้ออมสินลงทุนในทองคำประมาณ 300 ล้านบาทซึ่งมีกำไรดีมาก และลงทุนในหุ้นของบริษัทที่อยู่นอกตลาดและลงทุนในหุ้น
nหุ้น
โสภาวดี กล่าวว่า ในระยะสั้นและเป็นฤดูกาลจ่ายปันผล กบข. จะเน้นลงทุนหุ้น โรงไฟฟ้า อาหาร คมนาคม และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค ส่วนระยะกลางเศรษฐกิจจะยังฟื้นตัวต่อเนื่องและมีเงินทุนไหลจากต่างประเทศเข้ามาจะเลือกลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่และมีสภาพคล่องสูง เช่น หุ้นกลุ่มธนาคาร ปิโตรเคมี และก่อสร้าง
พิชิต กล่าวว่า ปีนี้จะเน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นโดยการลงทุนจะเกาะไปกับกระแสการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยคาดว่าบริษัทจดทะเบียน (บจ.) กำไรจะโต 15% และดัชนีหุ้นปลายปีจะขึ้นไปถึง 830 จุด
ขณะที่ธัชพล กล่าวว่า การลงทุนปีนี้ต้องเน้นการซื้อขาย (เทรดดิง) หุ้นขึ้นขาย หุ้นลงซื้อ โดยมีช่วงกำไร 20% เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ได้มากกว่าตลาดและเห็นแล้วว่าหุ้นไทยถือยาวไม่ได้ นอกจากนี้ต้องเลือกหุ้นพื้นฐาน มีอัตราการจ่ายเงินปันผลเกิน 3% ซึ่งในพอร์ตมีหุ้น 2030 ตัว
nตราสารหนี้
“
ปีนี้ตราสารหนี้พักเอาไว้ก่อน รอดอกเบี้ยขึ้นแล้วค่อยกลับไปลงทุน ซึ่งมองว่าตั้งแต่ไตรมาส 3 ปีนี้ดอกเบี้ยน่าจะขึ้น 0.25% ส่วนเงินเฟ้อแม้จะมาแต่จะไม่มาก” ธัชพล กล่าว เช่นเดียวกับ พิชิต ที่บอกว่า ขณะนี้ยังไม่ใช่จังหวะที่จะลงทุนตราสารหนี้ แต่ในส่วนของ กบข. ยังจำเป็นเพราะต้องเน้นการลงทุนที่มีความปลอดภัย 60% ของพอร์ต แต่การลงทุนก็จะลดอายุสั้นลงเหลือ 23 ปี และมองว่าดอกเบี้ยไม่น่าจะขึ้นแรงและเร็วnสินค้าโภคภัณฑ์
โสภาวดี กล่าวว่า เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวจะหนุนให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับเพิ่มขึ้นได้ และถ้าห่วงเรื่องเงินเฟ้อก็ควรลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่ราคาจะเพิ่มขึ้นได้อีก เช่นเดียวกับ พิชิต ที่บอกว่า สินค้าโภคภัณฑ์ยังอยู่ในขาขึ้น
ส่วนธัชพล กล่าวว่า ต้องเลือกลงทุนสินค้าโภคภัณฑ์ที่อยู่ในช่วงขาขึ้น ขณะที่ทองคำสามารถเลือกจังหวะลงทุนได้ เพียงแต่ต้องป้องกันความเสี่ยง 100% เพราะเราอาจมีกำไรจากการลงทุนแต่จะขาดทุนค่าเงินได้
nอสังหาริมทรัพย์
ธัชพล กล่าวว่า การลงทุนกองทุนอสังหาริมทรัพย์จะต้องเป็นกองทุนที่มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ (Freehold) อยู่ในทำเลที่ดี และรับประกันผลตอบแทนขั้นต่ำอย่างน้อย 5 ปี แต่หากเป็นกองทุนที่เป็นสิทธิการเช่า (Leasehold) ต้องได้สิทธิการเช่า 4050 ปีและต้องรับประกันผลตอบแทน เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น สอดคล้องกับโสภาวดี กล่าวว่า อสังหาริมทรัพย์น่าจะดีเพราะค่าเช่าสามารถขึ้นได้ตามเงินเฟ้อ
nหุ้นบริษัทนอกตลาด
พิชิต กล่าวว่า เอ็มเอฟซีให้น้ำหนักกับการลงทุนหุ้นนอกตลาด (Private Equity) เพราะเป็นการลงทุนที่โตไปกับเศรษฐกิจ ขณะที่ กบข. มองว่า การลงทุนบริษัทนอกตลาดน่าสนใจเพราะเศรษฐกิจกำลังจะโตแต่ต้องเลือก และ กบข. ต้องระมัดระวังการลงทุนที่มีความเสี่ยง ส่วนธนาคารออมสินมองว่าแม้จะสร้างผลตอบแทนที่ดี แต่การเข้าลงทุนต้องศึกษาให้ละเอียดและควรเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหาร
เมื่อดูการจัดพอร์ตของ 3 นักลงทุนสถาบันแล้ว นักลงทุนอื่นๆ เลียนแบบก็ได้ แต่สำคัญใครจะลงทุนอะไรจะต้องรู้จักตัวเอง







