
จ่านเครมรายย่อยน้ำท่วม ฉุดธุรกิจประกันร้อนฉ่า
ตัวเลขความเสียหายของค่าสินไหมที่คาดว่าบริษัทประกันภัยต้องจ่ายให้กับภาคครัวเรือน
ตัวเลขความเสียหายของค่าสินไหมที่คาดว่าบริษัทประกันภัยต้องจ่ายให้กับภาคครัวเรือน
หรือรายย่อยในวงเงินสูงถึง 33,785 ล้านบาท หรือคิดเป็น 10% จากเงินเอาประกันทั้งหมด 337,854 ล้านบาท ดูเหมือนจะสร้างผลกระทบต่อผลดำเนินงานบริษัทประกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เพราะที่ผ่านมาส่วนใหญ่ หากเป็นลูกค้ารายย่อยประเภทที่อยู่อาศัยหรือประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 แล้ว บริษัทประกันภัยของไทยจะเก็บลูกค้าไว้ในมือเอง ไม่ได้มีการส่งงานไปยังบริษัทประกันภัยต่อต่างประเทศเหมือนกับลูกค้ารายใหญ่ๆ ที่มีทุนประกันสูงๆ จนบริษัทประกันภัยไทยไม่กล้าเสี่ยงเก็บงานไว้เอง เพราะหากเกิดอะไรขึ้น ต้องจ่ายค่าสินไหมเป็นพันเป็นหมื่นล้านบาท นั่นหมายถึงการที่ต้องปิดบริษัทไปเลยก็ได้
แต่ลูกค้ารายย่อยแล้ว สถิติที่ผ่านมาที่ประกันภัยของไทยเลือกที่จะเก็บลูกค้าไว้เองเนื่องจากมีกำไรที่ดี ความเสี่ยงของตัวลูกค้าต่ำ มีการกระจายลูกค้าไปยังพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ที่ใดที่หนึ่งโดยเฉพาะ ที่สำคัญทุนประกันที่จ่ายก็ไม่สูงมากนัก เช่น ที่อยู่อาศัยหรือรถยนต์ ทุนก็แค่ไม่กี่แสนหรือไม่กี่ล้านบาทเท่านั้น
การเลือกเก็บงานรายย่อยไว้เองจึงเห็นกำไรแน่นอน หากไม่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ขึ้นก่อน อย่างสถิติในช่วงเดือน ม.ค.ก.ย.ที่ผ่านมา เบี้ยรับประกันโดยตรงของประกันรถยนต์ที่เข้ามาในระบบ 5.3 หมื่นล้านบาท แต่ส่งงานประกันภัยต่อไปต่างประเทศแค่ 3,000 ล้านบาท เท่านั้น ซึ่งเท่ากับว่าค่าสินไหมของประกันรถยนต์ชั้น 1 ที่ถูกน้ำท่วม บริษัทประกันภัยของไทยส่วนใหญ่ต้องควักจ่ายเอง
แหล่งข่าวจากบริษัทประกัน เปิดเผยว่า ค่าสินไหมที่บริษัทประกันต้องจ่ายให้กับภาคครัวเรือนคงส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทประกันแน่ และคงเริ่มเห็นได้ในช่วงไตรมาส 4 นี้ เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เล็กและความเสียหายชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ต้องใช้เวลาประเมินกันมาก ซึ่งที่ผ่านที่บริษัทประกันภัยของไทยส่วนใหญ่จะรับงานไว้เองก็เพราะกำไรดีและทุนประกันไม่สูง แต่บริษัทบางแห่งก็ลดความเสี่ยงภัยของตัวเองด้วยการซื้อความเสียหายส่วนเกินกับบริษัทประกันต่อในต่างประเทศไว้ส่วนหนึ่ง
ด้าน โชติพัฒน์ พีชานนท์ ประธานกรรมการบริหาร อาคเนย์ กลุ่มธุรกิจประกันและการเงิน เชื่อว่ายอดเคลมประกันของทุกบริษัทคงเพิ่มขึ้นมากจนส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานให้ติดลบได้ แม้ยอดขายจะเข้าไป แต่ก็จะมีผลต่อกำไรลดลง ส่วนจะมากหรือน้อยก็ต้องขึ้นกับการบริหารความเสี่ยงของแต่ละบริษัทด้วย
อย่างตัวเลขล่าสุดของอาคเนย์ คาดว่า จะจ่ายสินไหมให้กับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมประมาณ 6,000-7,000 ล้านบาท โดยเฉพาะลูกค้ารายใหญ่ เช่น กลุ่มไทยเบฟเวอเรจ คาดว่าต้องจ่ายสินไหมประมาณ 3,000 ล้านบาท ขณะที่ลูกค้ารายย่อยในส่วนที่ทำประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 มี 500 คัน แต่เสียหายทั้งคัน 200 คัน
“เราคาดว่าค่าสินไหมจากน้ำท่วมทั้งหมดจะอยู่ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท เพราะยังมีในส่วนของงานรับประกันภัยต่อที่มาจากบริษัทอื่นที่เรารับไว้เองอีก ซึ่งทางคู่ค้ายังแจ้งค่าสินไหมเข้ามาไม่หมด แต่ค่าสินไหมที่เกิดขึ้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินอย่างแน่นอน เพราะงานส่วนใหญ่อาคเนย์ได้ส่งต่อไปยังบริษัทรับประกันภัยต่อในต่างประเทศและซื้อความเสียหายส่วนเกินไว้อีก ทำให้ค่าสินไหมที่อาคเนย์ต้องจ่ายเองจริงๆ ก็คงไม่เกิน 100 ล้านบาท ซึ่งก็เป็นในส่วนของรถยนต์ชั้น 1” นายโชติพัฒน์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้ค่าสินไหมรายย่อยจะดูไม่มากนักเมื่อเทียบกับค่าสินไหมทั้งหมดที่คาดว่ามีไม่ต่ำกว่า 2.6 แสนล้านบาท แต่ก็ย่อมสร้างผลกระทบให้บริษัทประกันของไทยแน่นอน เพราะถึงอย่างไรบริษัทประกันภัยของไทยส่วนใหญ่ก็ยังทำมาหากินกับลูกค้าภายในประเทศเป็นหลัก ความเสี่ยงภัยก็ยังกระจุกตัวอยู่ในประเทศ ไม่เหมือนบริษัทประกันภัยระดับโลกที่มีลูกค้าให้กระจายความเสี่ยงได้ทั่วโลก
นี่ยังไม่นับรวมกับค่าสินไหมที่บริษัทประกันภัยของไทยที่ต่างฝ่ายต่างผลัดกันรับงานในประเทศแลกกันไปมาอีก ซึ่งหากตัวเลขสรุปออกมาแล้ว คงสร้างภาวะจุกอก
สำหรับปัญหาขณะนี้คงเป็นเรื่องการรับประกันภัยต่อจากต่างประเทศ ที่ยังไม่สามารถคิดค่าเบี้ยภัยธรรมชาติให้
กับลูกค้ารายใหม่ในสัญญาปี 2555 ได้ เนื่องจากบริษัทรับประกันภัยต่อต่างประเทศยังรอความชัดเจนจากแผน
บริหารจัดการเพื่อป้องกันน้ำท่วมของรัฐบาลอยู่ว่าจะมีความชัดเจนออกมาได้เมื่อใด เพราะมองว่าปัญหาน้ำท่วม
ใหญ่ที่เกิดขึ้นนอกจากภัยจากธรรมชาติแล้วยังมีเรื่องการบริหารจัดการของรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
อย่างไรก็ตาม บริษัทรับประกันภัยต่อจากต่างประเทศที่เป็นพันธมิตรอาคเนย์ทั้ง 10 ราย ยึดยันชัดเจนว่า ยังคง
เป็นพันธมิตรและพร้อมรับงานจากอาคเนย์ต่อไป ซึ่งสัญญาประกันภัยต่อที่จะเกิดขึ้น คงต้องมีการปรับค่าเบี้ย
ประกันเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนตามพื้นที่ความเสี่ยงภัย และลูกค้าต้องมีส่วนรับผิดชอบกับความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย
ส่วนในปีหน้าอาคเนย์ก็ได้ซื้อสัญญาความเสียหายส่วนเกินไว้เป็น 500 ล้านบาท สำหรับลูกค้าเก่าที่ต่อสัญญา
ประกันภัยในปีนี้อาคเนย์ก็ยังทำการต่อสัญญาให้ เพียงแต่ได้มีการปรับเบี้ยขึ้น
นายโชติพัฒน์ กล่าวว่า ต่อไปนี้สัญญาประกันภัยธรรมชาติคงต้องมีการเปลี่ยนแปลงใหม่ โดยเฉพาะประกันภัย
ทรัพย์สินที่คุ้มครองความเสี่ยงภัยทุกชนิต(ไอเออาร์) จากเดิมที่มีสัญญาเดียว ก็ต้องมีการแยกเป็นสัญญาอัคคีภัย
และสัญญาภัยธรรมชาติออกจากกัน ทำให้กรมธรรม์ประกันภัยไอเออาร์จะไม่มีอีก ซึ่งรวมถึงที่อยู่อาศัยรายย่อย
ด้วยที่ต้องมีการแยกสัญญาคิดเบี้ยออกจากกันอย่างชัดเจน ซึ่งกรมธรรม์อัคคีภัยนั้นเบี้ยคงไม่ขึ้น แต่เบี้ยจะขึ้นใน
ส่วนของกรมธรรม์ภัยธรรมชาติเท่านั้น
“ ตอนนี้ในหลักการ อาคเนย์ให้ลูกค้าเดิมที่หมดสัญญาในปีนี้ต่ออายุได้ เพราะเรายังคุ้มครองตามสัญญาเดิมได้อยู่
แต่หลังจาก 1 ม.ค.ปีหน้าแล้ว ยังทำอะไรไม่ได้ ซึ่งในส่วนของลูกค้าที่ถูกน้ำท่วมนั้น อาคเนย์ก็ได้ให้ความช่วย
เหลือลูกค้าด้วยการเจรจากับประกันภัยต่อให้จ่ายสินไหมพิเศษ ให้กับโรงงานที่ได้ลงทุนป้องกันตัวเองให้ได้รับ
ความเสียหายน้อยที่สุด จากเดิมที่หากไม่ทำอะไรเลยอาจเสียหายทั้งหมดก็ได้ ถือได้ว่าเป็นกรณีที่ลูกค้ารู้จักป้องกัน
ตัวเองทำให้บริษัทประกันจ่ายค่าสินไหมน้อยลง ก็ควรได้รับค่าป้องกันภัยด้วย ซี่งในส่วนขอค่าเสียหายจากธุรกิจ
หยุดชะงักอาคเนย์ก็ได้เริ่มทะยอยจ่ายไปก่อนหรือหาแหล่งวัตถุดิบให้โรงงานของลูกค้าทำการผลิตต่อไปได้แล้ว
แม้ว่าจะยังไม่ได้ทั้งหมดก็ตาม”นายโชติพัฒน์ กล่าว
ตัวเลขความเสียหายของค่าสินไหมที่คาดว่าบริษัทประกันภัยต้องจ่ายให้กับภาคครัวเรือนในวงเงินสูงถึง 33,785 ล้านบาท หรือคิดเป็น 10% จากจำนวนเงินเอาประกันภัยทั้งหมด 337,854 ล้านบาท ดูเหมือนจะสร้างผลกระทบต่อผลดำเนินงานของบริษัทประกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาส่วนใหญ่ หากเป็นลูกค้ารายย่อยประเภทที่อยู่อาศัยหรือประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 แล้ว บริษัทประกันภัยของไทยจะเก็บลูกค้าไว้ในมือเอง ไม่ได้มีการส่งงานไปยังบริษัทประกันภัยต่อต่างประเทศเหมือนกับลูกค้ารายใหญ่ๆที่มีทุนประกันสูงๆ จนบริษัทประกันภัยไทยไม่กล้าเสี่ยงที่จะเก็บงานไว้เอง เพราะหากเกิดอะไรขึ้นต้องจ่ายค่าสินไหมเป็นพันเป็นหมื่นล้านบาทเอง นั้นหมายถึงการที่ต้องปิดบริษัทไปเลยก็ได้
แต่สำหรับลูกค้ารายย่อยแล้ว สถิติที่ผ่านมาที่บริษัทประกันภัยของไทยเลือกที่จะเก็บลูกค้าไว้เอง เนื่องจากมีกำไรที่ดี ความเสี่ยงของตัวลูกค้าต่ำ มีการกระจายฐานลูกค้าไปยังพื้นที่ต่างๆของประเทศ ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ที่ใดที่หนึ่งโดยเฉพาะ ที่สำคัญทุนประกันที่จ่ายก็ไม่สูงมากนัก เช่น ที่อยู่อาศัยหรือรถยนต์ทุนประกันก็แค่ไม่กี่แสนหรือไม่กี่ล้านบาทเท่านั้น
การเลือกเก็บงานรายย่อยไว้เองจึงเห็นกำไรแน่นอน หากไม่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ขึ้นก่อน อย่างสถิติในช่วงเดือน ม.ค.ก.ย.ที่ผ่านมา เบี้ยรับประกัน
นายโชติพัฒน์ พีชานนท์ ประธานกรรมการบริหาร อาคเนย์ กลุ่มธุรกิจประกันและการเงิน เปิดเผยว่า จากตัวเลขล่าสุดบริษัทคาดว่าจะจ่ายสินไหมให้กับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมประมาณ 6,0007,000 ล้านบาท โดยเฉพาะลูกค้ารายใหญ่ที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆที่ถูกน้ำท่วม อย่างบริษัทโออิชิ บริษัทผลิตปุ๋ย และบริษัทผลิตสังกะสี ซึ่งอยู่ในกลุ่มไทยเบฟเวอเรจ คาดว่าต้องจ่ายสินไหมประมาณ 3,000 ล้านบาท ขณะที่ลูกค้ารายย่อยในส่วนที่ทำประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 มีประมาณ 500 คัน แต่เสียหายทั้งคันประมาณ 200 คัน
“ แต่เราคาดค่าสินไหมจากน้ำท่วมทั้งหมดคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท เพราะยังมีในส่วนของงานรับประกันภัยต่อที่มาจากบริษัทอื่นที่บริษัทรับไว้เองอีก ซึ่งทางคู่ค้ายังแจ้งค่าสินไหมเข้ามายังอาคเนย์ไม่หมด อย่างไรก็ตาม ค่าสินไหมที่เกิดขึ้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินอย่างแน่นอน เพราะงานส่วนใหญ่อาคเนย์ได้ส่งต่อไปยังบริษัทรับประกันภัยต่อในต่างประเทศและซื้อความเสียหายส่วนเกินไว้อีก ทำให้ค่าสินไหมที่อาคเนย์ที่จ่ายเองจริงๆ ก็คงไม่เกิน 100 ล้านบาท ซึ่งก็เป็นในส่วนของประกันภัยรถยนต์ชั้น 1” นายโชติพัฒน์ กล่าว
สำหรับปัญหาขณะนี้คงเป็นเรื่องการรับประกันภัยต่อจากต่างประเทศ ที่ยังไม่สามารถคิดค่าเบี้ยภัยธรรมชาติให้กับลูกค้ารายใหม่ในสัญญาปี 2555 ได้ เนื่องจากบริษัทรับประกันภัยต่อต่างประเทศยังรอความชัดเจนจากแผนบริหารจัดการเพื่อป้องกันน้ำท่วมของรัฐบาลอยู่ว่าจะมีความชัดเจนออกมาได้เมื่อใด เพราะมองว่าปัญหาน้ำท่วมใหญ่ที่เกิดขึ้นนอกจากภัยจากธรรมชาติแล้วยังมีเรื่องการบริหารจัดการของรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
อย่างไรก็ตาม บริษัทรับประกันภัยต่อจากต่างประเทศที่เป็นพันธมิตรอาคเนย์ทั้ง 10 ราย ยึดยันชัดเจนว่า ยังคงเป็นพันธมิตรและพร้อมรับงานจากอาคเนย์ต่อไป ซึ่งสัญญาประกันภัยต่อที่จะเกิดขึ้น คงต้องมีการปรับค่าเบี้ยประกันเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนตามพื้น







