
ธุรกิจมั่นใจเศรษฐกิจฟื้น เล็งขึ้นเงินเดือนพนักงาน
โพสต์ทูเดย์
— แกรนท์ ธอร์นตัน เปิดผลสำรวจบิ๊กธุรกิจไทย 61% การันตีขึ้นเงินเดือนพนักงานปีนี้แน่นายทอม โซเรนเซน กรรมการบริหารของแกรนท์ ธอร์นตัน ในประเทศไทย เปิดเผยว่า จากผลการสำรวจแนวโน้มที่ภาคธุรกิจจะปรับเพิ่มเงินเดือนให้พนักงานในประเทศไทยปี 2553 พบว่ามีธุรกิจไทยจำนวน 61% จะเพิ่มค่าจ้างในปี 2553 ให้เทียบเท่าหรือมากกว่าอัตราเงินเฟ้อ ขณะที่ธุรกิจไทย 27% คาดว่าจะไม่เพิ่มค่าจ้าง
“
ผลตอบแทนของพนักงานไทยมีภาพรวมที่ดีกว่าปีที่ผ่านมาและสามารถหวังค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นได้ ส่วนผู้ที่กำลังมองหางานยังมีโอกาสที่ดีกว่าและมากยิ่งกว่าในปีนี้” นายโซเรนเซน กล่าวกระทรวงพาณิชย์คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของประเทศปีนี้จะเพิ่มขึ้น 33.5%
ทั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี ที่สัดส่วนของผู้บริหารงานชาวไทยที่เข้าร่วมการสำรวจบอกว่ามีความต้องการพนักงานเพิ่มขึ้น มากกว่าจะลดคนงาน
ขณะที่ประเทศอื่นๆ อย่างเวียดนามและจีนก็มีแนวโน้มเพิ่มการจ้างงานมาตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปี 2552
นายโซเรนเซน กล่าวว่า ผลสำรวจเห็นว่าบริษัทต่างๆ จ้างพนักงานเพิ่มขึ้นในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการขายมากกว่าตำแหน่งอื่นๆ และถือเป็นสัญญาณที่ดีในอนาคต
นอกจากนั้น เมื่อเทียบกับผลสำรวจระดับนานาชาติของแกรนท์ ธอร์นตัน อินเตอร์เนชันแนล เกี่ยวกับแนวโน้มอัตราลูกจ้างในบริษัท 36 ประเทศทั่วโลก ยังพบว่าประเทศไทยมีการก้าวกระโดดของทัศนคติเชิงบวกที่สูงสุด จากลบ 16% เมื่อปี 2552 เป็นขยายตัว 5% ในปี 2553 หรือเพิ่มขึ้น 21%
สำหรับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นสูงสุดในปี 2552 ได้แก่ เวียดนาม เพิ่มขึ้น 54% อินเดีย 33% บอตสวานา 31% และฟิลิปปินส์ 29% ต่างกับธุรกิจในบางกลุ่มประเทศเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วกำลังประสบกับความยากลำบาก โดยเฉพาะในยุโรป
ทั้งนี้ เมื่อปีก่อนภาคธุรกิจเอกชนหลีกเลี่ยงการเลิกจ้างพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นการลดจำนวนชั่วโมงในการทำงาน และการจัดรวมหน้าที่ความรับผิดชอบของพนักงาน ซึ่งเป็นมาตรการที่นิยมใช้ทั่วโลก ในขณะที่การลดค่าจ้าง การออกจากงานโดยสมัครใจ การพักงาน การลดสิทธิประโยชน์ และการเลิกจ้างพนักงานชั่วคราว เพื่อรักษาพนักงานประจำและธุรกิจของบริษัทไว้โพสต์ทูเดย์
– กรุงเทพโพลล์เผยนักเศรษฐศาสตร์ 75% มองเศรษฐกิจไทยพ้นเหว “ณรงค์ชัย” เชื่อปีนี้โต 4.5%ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดเผยผลสำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์จากองค์กรชั้นนำ 20 แห่ง ระหว่างวันที่ 1623 ก.พ. 2553 พบว่า นักเศรษฐศาสตร์ 75.9% เชื่อว่าเศรษฐกิจของไทยปี 2553 จะขยายตัวจริงตามที่หน่วยงานประกาศ แต่มี 48.3% ยังกังวลว่าปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองของไทยที่ยังดำเนินอยู่และปัญหามาบตาพุดที่ยังหาทางออกไม่ได้จะส่งผลให้นักลงทุนย้ายฐานการผลิตหรือตัดสินใจลงทุนในประเทศอื่นที่ไม่ใช่ประเทศไทย
สำหรับกรณีที่รัฐบาลจะลดการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น นักเศรษฐศาสตร์ 43.1% ไม่เห็นด้วย เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังคงเปราะบาง และมีความผันผวนอยู่ เศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวดี มีความไม่แน่นอนสูง ประกอบกับการลงทุนภาคเอกชนยังไม่ฟื้น รัฐจึงควรเป็นผู้นำการลงทุน ปัญหาการเมืองของประเทศที่ยังคงมีอยู่ อาจเป็นปัญหาในระยะถัดไป
ผลสำรวจยังพบว่าในส่วนของพ.ร.บ.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทนั้น ยังมีความเห็นที่ก้ำกึ่งโดยนักเศรษฐศาสตร์ 37.9% มองว่ามีความจำเป็นลดลง เพราะเศรษฐกิจของประเทศเริ่มฟื้นตัวแต่อีก 36.2% เห็นว่า ยังจำเป็นอยู่ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังเปราะบาง
ด้านความเห็นต่อการปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นถึง 5.17% ในเดือนม.ค. 2553 และต่อเนื่องถึงเดือนก.พ. 2553 นักเศรษฐศาสตร์มองว่า เป็นผลมาจากปัญหาด้านการเมืองมากที่สุด 43.2% อีก 32.8% มองว่าเป็นปัจจัยจากเศรษฐกิจโลก และ 8.6% เห็นว่าเป็นการปรับตัวลดลงตามตลาดหลักทรัพย์ในภูมิภาค
สำหรับความเห็นต่อประเด็นการลดค่าเงินด่องของประเทศเวียดนามเป็นครั้งที่ 2 มีผลกระทบกับการส่งออกของไทยในระดับใด ร้อยละ 69.0 มองว่ากระทบน้อย เนื่องจากสินค้าของไทยมีคุณภาพดีกว่าสินค้าของเวียดนาม
นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) เอ็มเอฟซี กล่าวว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยปีนี้ น่าจะอยู่ที่ 3.54.5% ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดไว้ โดยอัตราแลกเปลี่ยนจะเป็นปัจจัยที่น่าปวดหัว คาดว่าจะหลุด 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐแน่นอน จากปัญหาทางการเงินในกลุ่มประเทศยุโรป ขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีความผันผวนสูง รวมถึงมีความเสี่ยงเรื่องการก่อการร้ายสากลสูง
“
ปีนี้ความเสี่ยงการก่อการร้ายสากล มีโอกาสเกิดขึ้นสูงมาก จากปัญหาในตะวันออกกลางและอัฟกานิสถาน ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะส่งผลกระทบไปทั่วโลก”นายณรงค์ชัยระบุ






