
บี้ประกันจ่ายน้ำท่วมใน3เดือน
ครม.สั่ง คปภ.บี้บริษัทประกันภัยจ่ายสินไหม โรงงาน-บ้านจมน้ำท่วมมูลค่า 2.62 แสนล้านบาท ให้เสร็จภายใน 3-6 เดือน
ครม.สั่ง คปภ.บี้บริษัทประกันภัยจ่ายสินไหม โรงงาน-บ้านจมน้ำท่วมมูลค่า 2.62 แสนล้านบาท ให้เสร็จภายใน 3-6 เดือน
น.ส.อนุตตมา อมรวิวัฒน์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.มีมติมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เร่งรัดให้บริษัทประกันภัยจ่ายสินไหมทดแทนให้โรงงานอุตสาหกรรมและบ้านเรือนที่ประสบภัยน้ำท่วมให้แล้วเสร็จใน 3-6 เดือน ได้แก่ กรณีการจ่ายสินไหมทดแทนให้โรงงานอุตสาหกรรมต้องเร่งรัดดำเนินการให้มีการจ่ายสินไหมในอัตรา 75% ของวงเงินจ่ายสินไหมทดแทนทั้งหมด ส่วนกรณีบ้านเรือนให้เร่งรัดให้บริษัทประกันจ่ายสินไหมทดแทนให้ครบ 100% ภายใน 3 เดือน ขณะวงเงินที่บริษัทประกันภัยต้องจ่ายสินไหมทดแทนอยู่ที่ประมาณ 2.62 แสนล้านบาท
ครม.ยังสั่งการให้สำนักงาน คปภ. เพิ่มจำนวนบุคลากรผู้ประเมินความเสียหายให้เพียงพอต่อความต้องการ พร้อมทั้งเปิดให้บริการสายด่วนประกันภัย 1186 เพื่อรับคำปรึกษาปัญหาตลอด 24 ชั่วโมง
น.ส.อนุตตมา ระบุว่า คปภ.ประเมินความเสียหายภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยและมีการทำประกันภัยกับบริษัทประกันภัย ณ วันที่ 6 ธ.ค. 2554 มีวงเงินเอาประกันรวมทั้งสิ้น 7.94 แสนล้านบาท และประมาณการความเสียหายอยู่ที่ 2.62 แสนล้านบาท แบ่งเป็น ความเสียหายของโรงงานอุตสาหกรรม 926 ราย ในพื้นที่ 7 นิคมอุตสาหกรรม วงเงินเอาประกัน 4.56 แสนล้านบาท ประมาณการความเสียหาย 2.28 แสนล้านบาท หรือ 50% ของวงเงินเอาประกัน ส่วนความเสียหายของบ้านเรือนมีวงเงินเอาประกัน 3.37 แสนล้านบาท คาดว่าจะมีความเสียหาย 3.37 หมื่นล้านบาท หรือ 10% ของวงเงินเอาประกัน
ทั้งนี้ ผลความเสียหายของผู้ประกันที่ได้แจ้งกับบริษัทประกันภัย มูลค่าความเสียหายรวม 6.58 หมื่นล้านบาท จ่ายเงินสินไหมแล้ว 254.36 ล้านบาท ได้แก่ ความเสียหายต่อชีวิต 96 ราย คิดเป็น 31.22 ล้านบาท จ่ายสินไหมแล้ว 21.41 ล้านบาท ความเสียหายรถยนต์ 1.15 หมื่นคัน มูลค่า 1,497 ล้านบาท จ่ายสินไหมแล้ว 1,187คัน มูลค่า 82.75 ล้านบาท ความเสียหายต่อทรัพย์สิน 1.04 หมื่นราย มูลค่า 6.42 หมื่นล้านบาท จ่ายสินไหมแล้ว 86 ราย มูลค่า 24.8 ล้านบาท ความเสียหายประเภทที่อยู่อาศัย 4,631 ราย มูลค่า 1,795 ล้านบาท จ่ายสินไหมแล้ว 507 ราย มูลค่า 24.88 ล้านบาท







