posttoday
ช.การช่าง ฝันสลาย

ช.การช่าง ฝันสลาย

12 ธันวาคม 2554

ผลจากการที่คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง

ผลจากการที่คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง

โดย..เจียรนัย อุตะมะ

ประกาศว่าการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรีจะถูกเลื่อนออกไปอีกครั้งจนกว่าการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมจะแล้วเสร็จ สร้างความผิดหวังให้กับตลาดต่อหุ้นบริษัท ช.การช่าง (CK) ที่ล่าสุดทีมผู้บริหารเชื่อมั่นว่าจะสามารถหาข้อสรุปโครงการสร้างเขื่อนไซยะบุรีที่ลาวมูลค่า 7.6 หมื่นล้านบาท ได้ภายในปีนี้

แม้ว่าผู้บริหารของบริษัท ช.การช่าง (CK) ยังคงมั่นใจว่าโครงการจะยังเดินต่อไปได้ไม่ช้าก็เร็ว

แต่ในขณะนี้เริ่มเห็นถึงความเป็นไปได้ที่โครงการนี้จะถูกล้ม การรักษาระบบนิเวศวิทยาและความยั่งยืนทางเศรษฐกิจของลุ่มน้ำโขงตอนล่างดูเหมือนจะมีน้ำหนักมากกว่าประโยชน์ที่จะได้รับจากการผลิตไฟฟ้าของเขื่อนอีก ทั้งนี้เพราะเมื่อสัปดาห์ที่แล้วคณะกรรมาธิการต่างประเทศวุฒิสภาของสหรัฐได้อนุมัติตามข้อเรียกร้องของวุฒิสมาชิกที่ต้องการให้ตัวแทนของสหรัฐในธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคีดำเนินตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัดในการพิจารณาให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่โครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำบริเวณลุ่มน้ำโขง

“สุรชัย ประมวลกิจเจริญ” นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ วิเคราะห์ว่า นักวิเคราะห์ในตลาดยังไม่นับรวมโครงการนี้เข้าไปในประมาณการผลการดำเนินงานของบริษัท ช.การช่าง เพราะช่วง 4 ปีแรกยังเป็นแค่งานโยธา ส่วนใหญ่งานที่เกิดขึ้นจะเป็นช่วงปีที่ 5 ถึงปีที่ 8

อย่างไรก็ตาม หากมีการล้มเลิกโครงการ CK จะสูญเงินลงทุน 500 ล้านบาท จากการถือหุ้น 50% ในบริษัท ไซยะบุรี ทาวเวอร์ ของทุนจดทะเบียน 1,000 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้ วรพจน์ อุชุไพบูลย์วงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบัญชีและการเงิน บริษัท ช.การช่าง (CK) คาดว่า ปี 2555 งานในมือของจะทำลายสถิติพุ่งระดับ 1.2 แสนล้านบาท ปัจจุบันมีอยู่ 3 หมื่นล้านบาท หลังคาดว่าจะสามารถเซ็นสัญญาโครงการเขื่อนไซยะบุรีได้ในเร็วๆ นี้

“ประเสริฐ มริตตนะพร” กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส กลุ่มงานบริหาร CK คาดว่าปีนี้บริษัทจะมีรายได้รวม 1.5 หมื่นล้านบาท และกลับมามีกำไร เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นสูงขึ้นเป็น 10% จากปีก่อนอยู่ที่ 4.5% หลังจากงานใหม่ที่รับมามีอัตรากำไรขั้นต้นไม่ต่ำกว่า 10%

อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานล่าสุดไตรมาส 3 ออกมาน่าผิดหวังเพราะแม้ว่าจะมีกำไรสุทธิ 692 ล้านบาท พุ่งขึ้น 300% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่มาจากกำไรพิเศษจากการขายหุ้นบริษัทในเครือ ได้แก่ Southeast Asia Energy ให้บริษัท ซีเคพาวเวอร์ (CKP) ที่ CK ถือหุ้นอยู่ 38%

หากไม่นับรวมรายการพิเศษนี้แล้ว CK ยังขาดทุนจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นจากการที่รายได้ลดลงโดย 9 เดือนปีนี้มีรายได้เพียง 8,221 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,216 ล้านบาท ดังนั้นทั้งปีนี้หากไม่นับรวมกำไรพิเศษผลการดำเนินงานน่าจะยังขาดทุน

“ครึ่งหลังปีนี้อัตรากำไรขั้นต้นของ CK น่าจะได้ประมาณ 6.5% และไตรมาส 4 ผลงานยังน่าผิดหวัง”

บล.ทรีนีตี้ คาดว่าไตรมาส 4 ผลประกอบการธุรกิจหลักด้านการก่อสร้างยังคงอ่อนตัว เพราะครึ่งหลังปีนี้เป็นช่วงที่งานเก่าใกล้จบลงและเริ่มต้นงานใหม่ ที่บริษัทจะรับรู้ยอดขายและอัตรากำไรที่อยู่ในระดับต่ำ โดยคาดว่าจะมีรายได้เพียง 1,800 ล้านบาท

ดังนั้น ประมาณการของผู้บริหาร CK คงเป็นไปได้ยากที่จะทำให้มีรายได้ปีนี้ 1.5 หมื่นล้านบาท อย่างดีที่สุดน่าจะมีรายได้ 1 หมื่นล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้น 16.5% ต่ำกว่าประมาณการที่บริษัทคาดไว้

จากข้อมูลของทริส เรทติ้ง สิ้นปี 2553 ที่ผ่านมา รายได้จากการก่อสร้างของ CK สิ้นปี 2553 อยู่ที่ 8,586 ล้านบาท แต่อัตรากำไรต่อยอดขายกลับติดลบ 9.91% และหนี้สินต่อทุน 77%

เทียบผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่อื่น ทั้งบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD ) มีรายได้จากการก่อสร้าง 3.6 หมื่นล้านบาท มีอัตรากำไรต่อยอดขาย 4.88% สัดส่วนหนี้สินต่อทุน 66%

บริษัทรับเหมาก่อสร้างที่มีศักยภาพกำไรดีที่สุดคือ บริษัท ซิโนไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC) ที่มีรายได้จากการก่อสร้าง 9,291 ล้านบาท มีอัตรากำไรต่อยอดขาย 8.95% และมีอัตราหนี้สินต่อทุน 3.55%

นักวิเคราะห์ บล.ทรีนีตี้ และ บล.บัวหลวง คาดว่า CK จะรายงานกำไรจากการดำเนินงานดีขึ้นในปีหน้า โดยงานในมือที่มีอยู่จำนวนมากถึง 3 หมื่นล้านบาท และมีส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้น

สำหรับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ CK จะเข้าไปประมูลงานเพิ่มเติมคือ โครงการเขื่อนในประเทศลาว 1.27 แสนล้านบาท โครงการพลังงานไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ โครงการรถไฟฟ้าสีต่างๆ กว่า 6 แสนล้านบาท โครงการรถไฟความเร็วสูง โครงการมอเตอร์เวย์ มูลค่า 1.79 แสนล้านบาท และโครงการสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 มูลค่า 6.2 หมื่นล้านบาท

CK อยู่ระหว่างการขายสินทรัพย์ปรับโครงสร้างโรงไฟฟ้าและเตรียมยื่นเข้าจดทะเบียนในตลาด ปัจจุบัน CK มีการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าอยู่คือ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ 38% บริษัท นครราชสีมา โซล่าร์ 30% บริษัท บางเขนชัย 99.99% บริษัท บางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น 53.42% บริษัท เชียงราย โซล่าร์ 30.0% โดยปัจจุบันกำลังอยู่ในขั้นตอนการปรับโครงสร้างโรงไฟฟ้าเหล่านี้ ด้วยการลดสัดส่วนการลงทุนลงและจะให้บริษัท ซีเค พาวเวอร์ เป็นแกนนำในลักษณะเป็น โฮลดิงคอมพานี และจะเพิ่มทุนบริษัท ซีเค พาวเวอร์ จาก 100 ล้านบาท เป็น 9,000 ล้านบาท ซึ่งทาง CK จะมีการใช้เงินไม่มาก เนื่องจากมีการลดสัดส่วนโรงไฟฟ้าอื่นๆ ลง หลังจากนั้นจะเข้าจดทะเบียนในตลาดฯ จะช่วยเพิ่มมูลค่าเพิ่มต่อ CK

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยหนุนระยะสั้นยังไม่ชัด นอกจากความล่าช้าของโครงการไซยะบุรีแล้ว สถานการณ์ที่น่ากังวลคือความล่าช้าของการเซ็นสัญญารถไฟฟ้าสายสีเขียว (แบริ่งสมุทรปราการ) มูลค่า 1.4 หมื่นล้านบาท ซึ่ง CK เสนอราคาประมูลต่ำที่สุด โดยนักวิเคราะห์ บล.บัวหลวง มองว่าการตรวจสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในกรณีของปลัดกระทรวงคมนาคมอาจส่งผลให้หลายโครงการภายให้กระทรวงคมนาคมต้องถูกตรวจสอบไปด้วย

“แม้ความล่าช้าของโครงการเขื่อนไซยะบุรีไม่กระทบต่อประมาณการของเรา แต่ข่าวดังกล่าวอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อหุ้นในระยะสั้น อย่างไรก็ตามหากราคาหุ้นปรับตัวลง เราก็ไม่คิดว่าจะเป็นเวลาเหมาะที่จะเข้าลงทุน เนื่องจากแนวโน้มกำไรยังไม่ชัดเจน จึงแนะนำให้เปลี่ยนไปลงทุนใน STEC ซึ่งเป็นหุ้นที่น่าลงทุนมากที่สุดในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง” นักวิเคราะห์ บล.บัวหลวง แนะนำ

สำหรับเป้าหมายรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นที่ “ประเสริฐ” ประมาณการว่าจะทำได้ในปีนี้นั้น ในมุมมองของ “สุรชัย” เชื่อว่าจะเลื่อนเป็นเป้าหมายปีหน้าแทน เพราะจะรับรู้รายได้จากงานใหม่ในมือที่มีอัตรากำไรสูงขึ้น  

 

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี