posttoday
เอสซีจีมองบวก ไทยยังแกร่งแม้เผชิญวิกฤต

เอสซีจีมองบวก ไทยยังแกร่งแม้เผชิญวิกฤต

09 ธันวาคม 2554

ผลกระทบจากการเกิดมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในประเทศครั้งนี้ส่งผลกระทบกับทุกภาคส่วน

ผลกระทบจากการเกิดมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในประเทศครั้งนี้ส่งผลกระทบกับทุกภาคส่วน

แต่หากหน่วยงานหรือองค์กรใดที่มีการปรับตัว เพื่อรองรับกับวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นความเสียหายนั้นจะบรรเทาลง

กานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี กล่าวว่า บริษัทถือเป็นหน่วยงานแรกที่นำรูปแบบการบริหารจัดการธุรกิจอย่างต่อเนื่องในยามวิกฤต หรือ Business Continuity Management หรือ BCM มาใช้ หากเกิดวิกฤตเกิดขึ้นก็ยังสามารถบริหารงานได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับธุรกิจ ผู้ถือหุ้น นักลงทุนคู่ค้า และผู้บริโภค ขณะเดียวกันยังสามารถขยายความช่วยเหลือไปยังชุมชนและผู้ประสบอุทกภัย โดยการจัดหาวัสดุป้องกันน้ำท่วม การบรรเทาความเดือดร้อน การเร่งฟื้นฟูหลังน้ำลด และเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือในอนาคต

“เรานำการบริหารจัดการรูปแบบ BCM มาใช้บริหารงาน เพื่อให้องค์กรสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสำนักงานใหญ่ไม่ได้อยู่ที่บางซื่อ เพราะหลายหน่วยงานต้องอพยพไปอยู่ จ.ชลบุรี แต่การปฏิบัติงานนั้นยังทำได้อยู่เหมือนเดิม และยังใช้โทรศัพท์เบอร์เดิมในการติดต่อ” กานต์ กล่าว

เอสซีจีมองบวก ไทยยังแกร่งแม้เผชิญวิกฤต

 

ทั้งนี้ การนำวิธีการบริหารจัดการดังกล่าวมาใช้นั้นต้องอาศัยความร่วมมือกับทั้งองค์กร

กิติ มาดิลกโกวิท ผู้อำนวยการสำนักงานการบุคคลกลาง เอสซีจี กล่าวว่า จากการเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ทำให้บริษัทต้องวางแผนใหม่ เช่น มีการหาที่พักให้กับพนักงานให้อาศัยอยู่ในบริเวณที่น้ำไม่ท่วม มีการจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงานเร็วขึ้น เช่น จากเดิมจ่ายวันที่ 28 ต.ค. ต้องขยับขึ้นมาจ่ายวันที่ 21 ต.ค. หลังจากนั้นต้องมีเงินกู้ฉุกเฉินให้กับผู้ประสบอุทกภัย ซึ่งบริษัทให้จำนวน7 หมื่นบาท และปลอดดอกเบี้ย เป็นต้น

วีนัส อัศวสิทธิถาวร ผู้อำนวยการสำนักงานสื่อสารองค์กร เอสซีจี กล่าวว่า ในช่วงที่เกิดวิกฤตคนจะตื่นตกใจกลัวและต้องการข้อมูลที่ถูกต้อง ซึ่งทางบริษัทได้ให้ความช่วยเหลือและข้อมูลที่ถูกต้องกับพนักงาน เมื่อพนักงานไม่มีปัญหาคลายความกังวลก็จะมีจิตอาสาที่จะช่วยเหลือสังคมต่อไป โดยต้องการให้หน่วยงานอื่นได้นำรูปแบบการบริหารจัดการแบบ BCM เข้ามาใช้

กานต์ กล่าวว่า ภายในไตรมาสแรกธุรกิจจะเริ่มฟื้นกลับมาได้ 80-90% ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2555 และคาดว่าจะฟื้นตัวได้เต็มที่ภายในครึ่งแรก

“โรงงานที่ได้รับผลกระทบคือ โรงงานก๊อกน้ำคอตโต้ และโรงงานกล่องกระดาษ โรงงานร่วมทุนเพื่อผลิตรถคูโบต้า ที่ตั้งอยู่ภายในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร และโรงงานคิวคอนที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน ที่ใกล้จะแก้ปัญหาแล้วเสร็จและมาเดินเครื่องผลิต”

อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่เป็นบริษัทเอกชนขณะนี้ดูแลเรื่องสินค้าไม่ให้ขาดตลาด และมีการกระจายสินค้าสู่ตัวแทนจำหน่ายอย่างทันที และมีการตรึงราคาขาย แม้ว่าความต้องการใช้งานนั้นยังมีอยู่สูง อีกทั้งต้นทุนพลังงานนั้นปรับเพิ่มสูงขึ้น 14-15% ต่อเนื่องถึงปีหน้า

ทั้งนี้ ผลกระทบจากน้ำท่วมทำให้ยอดขายในไตรมาส 4 ปีนี้ลดลงเกือบ 20% เนื่องจากทุกอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบทั้งปูนซีเมนต์ วัสดุก่อสร้าง และกระดาษ แต่มั่นใจว่าวัสดุก่อสร้างในไตรมาสแรกปีหน้าเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% ขณะที่ไตรมาสแรกของปีนี้วัสดุก่อสร้างมีอัตราการเติบโตเพียง 3-4%

สำหรับภาพรวมของธุรกิจของทั้งเครือในปีนี้จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 20% ปิดยอดขายที่ 3.6 แสนล้านบาท ส่วนปีหน้าคาดว่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่าเลข 2 หลัก จะปิดยอดขายที่ 4 แสนล้านบาท

ขณะเดียวกันบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อเข้าซื้อกิจการในหลายธุรกิจและหลายประเทศในแถบอาเซียน ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปในต้นปีหน้า

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภาพรวมของตัวเลขจีดีพีทางเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 ปีนี้จะติดลบ แต่คาดว่าทั้งปีจะเติบโตได้ 2% ขณะที่ปีหน้าคาดว่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 4-5% โดยภาครัฐต้องมีแผนเรียกความเชื่อมั่นให้กลับมาชัดเจน และต้องทำให้นักลงทุนจากต่างชาติเห็น

กานต์ กล่าวอย่างมั่นใจว่า เศรษฐกิจไทยและหลายประเทศในอาเซียนในปีหน้านั้นจะแข็งแกร่งที่สุด เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจยุโรปที่ยังต้องใช้เวลาฟื้นตัว ส่งผลให้ธุรกิจปิโตรเคมีนั้นได้รับผลกระทบไปด้วย เนื่องจากปริมาณความต้องการใช้ที่ลดลง แต่ก็เชื่อว่าน่าจะปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปีหน้า

นี่คือต้นแบบของบริษัทเอกชนรายใหญ่ที่เร่งผลักดันยอดขายเติบโตที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศ แต่มองไกลไปสู่บริษัทชั้นนำระดับภูมิภาคและระดับโลก

 

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ