posttoday
'กอบศักดิ์ ภูตระกูล'มองแบงก์ชาติลดดอกเบี้ยน้อยไป

'กอบศักดิ์ ภูตระกูล'มองแบงก์ชาติลดดอกเบี้ยน้อยไป

09 ธันวาคม 2554

“กอบศักดิ์ ภูตระกูล” ถือเป็นนักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่ที่ผ่านมาหลายเวที ทั้งในฝ่ายกลยุทธ์นโยบายการเงิน

โดย...เบญจมาศ เลิศไพบูลย์

“กอบศักดิ์ ภูตระกูล” ถือเป็นนักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่ที่ผ่านมาหลายเวที ทั้งในฝ่ายกลยุทธ์นโยบายการเงิน สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก่อนถูกยืมตัวมาช่วยงานที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดูแลงานด้านวิจัย และเข้าสู่ภาคเอกชนเต็มตัวในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่กิจการธนาคารต่างประเทศกับธนาคารกรุงเทพ

แม้ไม่ได้ดูแลตลาดเงินโดยตรง แต่กอบศักดิ์ก็ไม่ละทิ้งความเป็นนักเศรษฐศาสตร์ ในทางกลับกันเขายังติดตามความเคลื่อนไหวตลาดเงิน และฉายภาพสิ่งที่จะเกิดขึ้นจากการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท.ครั้งล่าสุดจาก 3.5% เป็น 3.25% หรือลดลง 0.25% ว่าเป็นเพียง “การแสดงน้ำใจของแบงก์ชาติ ที่แทบไม่มีผลต่อระบบ”

กอบศักดิ์ ตั้งคำถามและมีคำตอบให้เองถึงเหตุผลของการลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ว่า เหตุที่ ธปท.ลดดอกเบี้ยก็เพื่อต้องการช่วยเหลือให้คนออกจากความทุกข์ยากจากปัญหาน้ำท่วมให้เร็วที่สุด ฉะนั้นหาก ธปท.มีเป้าหมายเพื่อจะช่วยเหลือประชาชนด้วยการส่งสัญญาณผ่านตลาดเงินโดยลดดอกเบี้ย ก็ควรจะลดดอกเบี้ยให้มากกว่า 0.25% คือ 0.5% เพราะระดับการลดดอกเบี้ยนโยบายเพียง 0.25% ผลที่เกิดย่อมน้อยมาก ซึ่งอาจต้องรอการประชุมครั้งหน้าในเดือน มี.ค. 2555 ถึงจะเห็นผลเต็มที่

'กอบศักดิ์ ภูตระกูล'มองแบงก์ชาติลดดอกเบี้ยน้อยไป

 

อย่างไรก็ดี การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ครั้งถัดไปในเดือน มี.ค. ก็อาจทำให้ ธปท.พิจารณาลดหรือไม่ลดดอกเบี้ยยากขึ้นอีก เพราะกว่าจะถึงช่วงนั้น ข่าวดีก็จะเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ น้ำที่ท่วมก็จะเริ่มแห้งแล้ว ทำให้เกิดการฟื้นฟูเศรษฐกิจ คนเริ่มจับจ่ายใช้สอย หากเป็นเช่นนั้น ธปท.ก็ต้องนำโจทย์เหล่านี้มาพิจารณาใหม่ ซึ่งก็เป็นไปได้ทั้งสองทางคือ ลดดอกเบี้ยอีกครั้ง 0.25% หรือเลือกไม่ลดดอกเบี้ย เพราะมองว่าสถานการณ์เริ่มดีขึ้น

ดังนั้น จึงมองว่าการลดดอกเบี้ยครั้งที่ผ่านมา 0.25% เป็นระดับต่ำเกินไป ทั้งที่เหตุการณ์น้ำท่วมส่งผลกระทบแรงต่อเศรษฐกิจพอสมควร และจะเป็นผลกระทบในรูปแบบห่วงโซ่ ไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าปัญหาจะลากยาวและขยายวงกว้างแค่ไหน เพราะขณะนี้บางอุตสาหกรรมน้ำก็ยังไม่ลด พนักงานยังเข้าไปทำงานไม่ได้ ขณะที่การขึ้นและลดดอกเบี้ยแต่ละครั้งต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าจะเห็นผล ซึ่ง ธปท.ก็รู้ว่าเหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนมาก แต่ความตั้งใจที่มีด้วยการให้คนออกจากความทุกข์ยากโดยปรับลดดอกเบี้ย 0.25% ก็จะกลายเป็นการช่วยที่ไม่ได้มากอย่างที่ตั้งใจ

กอบศักดิ์วิเคราะห์ให้เห็นความเกี่ยวพันการส่งผ่านดอกเบี้ยนโยบายมายังดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ที่มีผลโดยตรงต่อลูกค้าว่า ผลของการลดดอกเบี้ยเพียง 0.25% จะทำให้การแข่งขันดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ยังมีอยู่ เห็นได้จากขณะนี้ แม้ ธปท.จะลดดอกเบี้ยลง 0.25% แต่ธนาคารพาณิชย์บางแห่งก็ยังออกเงินฝากพิเศษดอกเบี้ยสูง ออกตั๋วแลกเงินดอกเบี้ยสูง ฝาก 4 เดือน ดอกเบี้ย 4%

“นัยทั้งหมดอยู่ที่การลดดอกเบี้ยของแบงก์ชาติ จะทำให้การแข่งขันเงินฝากน้อยลง หมายถึงต้นทุนของแบงก์น้อยลง เมื่อแบงก์ไม่มีความกดดัน ก็จะยื่นมือช่วยลูกค้าในส่วนของดอกเบี้ยเงินกู้ได้มากขึ้น เพราะแรงกดดันต้นทุนหมดไป

แต่การที่ ธปท.เลือกลดดอกเบี้ยเพียง 0.25% นัยต่อดอกเบี้ยเงินฝากก็จะไม่ชัด ไม่เหมือนลดดอกเบี้ยลงทีเดียว 0.5% ถ้าเป็นอย่างนั้นก็จะทำให้การแข่งขันดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารเปลี่ยนโมเมนตัมไปเลย” กอบศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ เพราะโครงสร้างดอกเบี้ยเงินกู้ และเงินฝากของธนาคารพาณิชย์จะสอดคล้องกัน ถ้าลงดอกเบี้ยแรงครั้งเดียว การส่งผ่านดอกเบี้ยเงินกู้ก็จะเร็วและแรงอย่างที่ตั้งใจไว้ การแข่งขันเงินฝากก็จะไม่มาก แต่เมื่อลดดอกเบี้ยเพียงแค่นี้ ก็ยังคงเห็นการแข่งขันดอกเบี้ยพิเศษอยู่บ้าง แม้อัตราดอกเบี้ยจะไม่มากเท่าช่วงก่อนหน้านี้

กอบศักดิ์ บอกว่า หากธนาคารไม่มีแรงกดดันเรื่องต้นทุน การให้ดอกเบี้ยต่ำพิเศษก็จะเป็นไปได้ง่าย แต่ปัจจุบันเชื่อว่าธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งมีการช่วยเหลือลูกค้าเป็นรายๆ อยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้ระบุในดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) ซึ่งใช้เป็นดอกเบี้ยอ้างอิงกับลูกค้า เพราะหากจะเปลี่ยนแปลงเอ็มแอลอาร์ไปเลย ก็อาจมีลูกค้าบางส่วนที่ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ธนาคารอยากช่วยลูกค้าที่เดือดร้อนจริงๆ

สำหรับทิศทางเศรษฐกิจปีหน้า ในช่วงครึ่งปีแรกจะเป็นการฟื้นฟู ส่วนครึ่งปีหลังสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เข้าสู่กระบวนการเตรียมการวางโครงสร้างพื้นฐานสำคัญๆ เช่น การจัดการระบบน้ำ

“ครึ่งปีหลังเศรษฐกิจจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และน่าดีกว่าที่คาด เห็นการลงทุนรอบใหม่ โครงสร้างพื้นฐาน การใช้สอยก็เริ่มดีขึ้น จะเห็นดีมานด์พอควร ประกอบกับไตรมาส 4 ปีนี้ฐานต่ำ ก็จะส่งผลบวกต่อไตรมาส 4 ปีหน้า” กอบศักดิ์ กล่าว

กอบศักดิ์ ยังให้ข้อคิดในการบริหารเงินปีหน้าด้วยว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปีนี้ถือเป็นข้อเตือนใจสำหรับคนที่มีเงินออมแล้วว่า จะผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้ด้วยดี แม้ต้องใช้เงินที่เก็บออมมาทั้งหมดเพื่อฟื้นฟูบ้าน แต่ก็ยังสามารถเริ่มต้นเก็บออมได้ใหม่

ในทางตรงข้ามสำหรับคนที่ไม่มีเงินออมในช่วงที่ผ่านมา เมื่อเสียหายไปแล้ว การจะกลับมาสู่ภาวะปกติก็จะยากกว่า และหากจะเป็นหนี้ขอสินเชื่อ ก็จะยากยิ่งกว่า

ฉะนั้น การลงทุนปีหน้าไม่ว่าจะเป็นบริษัทห้างร้าน หรือการบริหารเงินส่วนบุคคล หากเริ่มวางแผนได้ดี รู้จักเก็บเงินสะสมบางส่วนเพื่อเป็นเงินออม โดยนำเหตุการณ์น้ำท่วมเป็นบทเรียนก็จะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองได้ในระยะยาว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท