
ลดดอกเบี้ยพยุงศก.หลังน้ำท่วม
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 3.25%
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 3.25%
เพื่อให้นโยบายการเงินหรือดอกเบี้ยเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยฟื้นฟูผลกระทบทางเศรษฐกิจหลังได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมรุนแรงและเป็นวงกว้าง รวมถึงยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงสูงจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกขาลงที่จะฉุดการส่งออกในประเทศภูมิภาคเอเชียและไทย โดยเฉพาะเศรษฐกิจถดถอยที่เกิดจากปัญหาหนี้ยุโรปและเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังเปราะบาง ขณะที่ประเทศในเอเชียได้รับผลกระทบจากความต้องการนอกประเทศที่อ่อนแอ
นอกจากนี้ การลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้น้ำหนักกับความเสี่ยงในการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าความเสี่ยงทางด้านเงินเฟ้อ ธปท. ประเมินว่า เศรษฐกิจปี 2554 จะขยายตัว 1.8% โดยมองว่าความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกจะชะลอลงมีมากขึ้น และความเชื่อมั่นของภาคเอกชนยังอ่อนแอ ส่วนแรงกดดันด้านราคายังมีอยู่ แต่ไม่น่าจะเร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ร่วมมือกับสมาคมประกันวินาศภัย สมาคมสหมิตรการซ่อมรถยนต์แห่งประเทศไทย และสมาชิกอู่กลาง กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ในการจัดทำค่าจ้างขั้นต่ำการซ่อมรถยนต์ที่ประสบภัยน้ำท่วม ไม่รวมค่าอะไหล่ และค่าจ้างในการทำสี
ทั้งนี้ ได้แบ่งค่าจ้างการซ่อมออกเป็น 4 ระดับ ตามความเสียหายของรถ ระดับ A คือ ส่วนบนพรมและพื้นรถ 15 รายการ อยู่ที่ 8,000 บาท ถึง 1 หมื่นบาท ความเสียหายระดับ B คือ ส่วนบนเบาะนั่ง 26 รายการ อยู่ที่ 1.5-2 หมื่นบาท ระดับ C คือ ส่วนบนแผงหน้าปัดและคอนโซล 39 รายการ อยู่ที่ 2.5-3 หมื่นบาท และระดับ D ส่วนบนเบาะหลัง 40 รายการ เริ่มต้นที่ 3 หมื่นบาท
สำหรับให้ประชาชนทั่วไป และประชาชนที่มีการทำประกันภัยชั้น 1 ได้มีราคาอ้างอิงในการนำรถเข้าซ่อม คาดว่ามีรถที่เสียหายจากน้ำท่วม 4 หมื่นคัน เป็นรถประกันภัยชั้น 1 จำนวน 2 หมื่นคัน
ขณะที่บริษัทประกันภัยต่อต่างประเทศ ต่างประกาศถอนตัวจากประเทศไทย จากรายแรก คือ ซีซีอาร์ ของประเทศฝรั่งเศส เมื่อต้นสัปดาห์ พอปลายสัปดาห์ บริษัท ซินดิเคต 1965 จากอังกฤษ ก็ประกาศถอนตัวไปอีกราย อย่างไรก็ตาม บริษัทประกันภัยต่อจากญี่ปุ่นรับปากทางกระทรวงการคลังว่าจะยังคงรับประกันภัยในประเทศไทยต่อไป
สำหรับตลาดหุ้นช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ยาดีจากการที่ธนาคารกลางของ 6 ประเทศขนาดใหญ่ผนึกออกมาตรการเพิ่มแก้ไขปัญหาหนี้ยุโรป ด้วยการตกลงลดอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมในรูปเงินเหรียญสหรัฐลง 0.5% รวมถึงมาตรการอื่นๆ ที่ช่วยเสริมสภาพคล่อง คือ การพิมพ์ธนบัตร แต่ไปใช้ชื่ออื่นแทน เสมือนการยืดปัญหาออกไปในอนาคต ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกกลับมาคึกคัก นักลงทุนกล้าที่จะหันมาลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น และสนับสนุนให้ดัชนีหุ้นไทยได้รับอานิสงส์ไปด้วย รวมถึงจากแรงซื้อ LTF และ RMF โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,029.37 จุด เพิ่มขึ้น 6.43% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 41.09% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 24,948.42 ล้านบาท







