
ภารกิจนายใหญ่...อิมแพ็ค ต้องแห้งรับไมซ์ครบวงจร
ผมไม่ขอประเมิณภาพรวมอุตสาหกรรมไมซ์ของประเทศในปีหน้าเพราะขึ้นอยู่กับนโยบายภาครัฐและสสปน.
“ผมไม่ขอประเมินภาพรวมอุตสาห กรรมไมซ์ของประเทศไทยในปีหน้า เพราะขึ้นอยู่กับนโยบายภาครัฐ และ สสปน.
ซึ่งยังไม่มีแผนที่ชัดเจน แต่ภาพรวมตลาดไมซ์ในอิมแพ็คปีหน้าจะมีความคึกคักและเติบโตอย่างแน่นอน”
นี่เป็นเป้าหมายการทำงานของ พอลล์ กาญจนพาสน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ ผู้บริหารศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ที่เตรียมเดินหน้าปั้นอิมแพ็คให้เป็นอาณาจักรการจัดการประชุมสัมมนาและนิทรรศการ (ไมซ์) แบบครบวงจร
โดยเฉพาะการสร้างให้อิมแพ็คเป็นพื้นที่แห้งในกรณีเกิดปัญหาน้ำท่วมอีกครั้ง แต่การจัดงานต่างๆ ยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่ต้องเร่งวางแผนล่วงหน้า
ทั้งนี้ หลังวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในรอบ 50 ปีที่ผ่านมาของประเทศไทย เป็นบทพิสูจน์ว่าอิมแพ็คมีระบบการป้องกันและบริหารจัดการกับปัญหาน้ำท่วมได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะช่วยสร้างจุดขายที่แข็งแกร่งในอนาคตได้
พอลล์ เล่าว่า อิมแพ็คไม่ได้รับความเสียหายทางกายภาพจากปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้น แต่ได้รับผลกระทบสูญเสียโอกาสทางการตลาดจากการเลื่อนและยกเลิกการจัดงานใหญ่ตลอดเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา บริษัทสูญเสียรายได้กว่า 100 ล้านบาท ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักทั้งด้านกายภาพและโอกาสทางธุรกิ
แต่วิกฤตที่เกิดขึ้น ทำให้บริษัทเห็นถึงแนวทางและโอกาสที่จะมาต่อยอดสินค้าและบริการในธุรกิจไมซ์ให้มีความแข็งแกร่งและครบวงจรยิ่งขึ้น ในภาวะที่วิกฤตต่างๆ รวมถึงภัยธรรมชาติสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
“เมื่อน้ำท่วมกรุงเทพฯ และเข้าย่านแจ้งวัฒนะ ยอดการเข้าพักโรงแรมโนโวเทล อิมแพ็ค ได้ตกวูบทันที แต่เมื่อคนไทยเห็นว่าเมืองทองธานีน้ำไม่ท่วม ผู้ประสบภัยต่างอพยพเข้ามาพักหนีน้ำ สามารถเดินทางได้ตามปกติผ่านเส้นทางด่วน ส่งผลให้ยอดการเข้าพักดีดตัวสูงกว่า 90% ซึ่งเป็นผลมาจากการบริหารจัดการน้ำได้ดี” พอลล์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม จากวิกฤตที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทได้วางแผนการบริหารความเสี่ยงใหม่ ให้สอดรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ได้ประเมินเรื่องแผนการลงทุนระยะ 3 ปี จำนวน 3,000 ล้านบาท ระหว่างปี 2554-2556 โดยได้ชะลอแผนการลงทุนขยายห้องคอนเวนชั่น ฮอลล์ บริเวณชั้น 2 โรงแรมโนโวเทล อิมแพ็ค บนเนื้อที่ 2 หมื่นตารางเมตร งบลงทุน 800-1,000 ล้านบาท อย่างน้อย 1 ปี เพื่อรอดูสถานการณ์ต่างๆ เนื่องจากการเปิดให้บริการโรงแรมในปีแรกรายได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทำให้เงินสดหมุนเวียนไม่เป็นไปตามแผนที่ตั้งไว้
นอกจากนี้ ยังได้ชะลอการก่อสร้างโรงแรมระดับ 3 ดาว ภายใต้แบรนด์ ไอบิส ประมาณ 500 ห้อง มูลค่า 1,000 ล้านบาท จากเดิมเตรียมก่อสร้างปีหน้า คาดว่าจะล่าช้าอย่างน้อย 6-9 เดือน เพราะติดการขออนุญาตเรื่องสิ่งแวดล้อม รวมถึงปัจจัยลบต่างๆ ที่เกิดขึ้นด้วย
ขณะที่การลงทุนสร้างคอมเพล็กซ์ย่านมักกะสันได้เลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด เพราะบริษัทต้องการโฟกัสพื้นที่ของอิมแพ็คให้แข็งแกร่ง โดยมองว่ามีศักยภาพการเติบโตสูง
ด้านแผนการลงทุนในปีหน้า ได้เตรียมขยายพื้นที่ป้ายโฆษณาบริเวณอิมแพ็คเพิ่มขึ้น เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวได้รับกระแสความนิยมอย่างต่อเนื่อง หลังผ่านวิกฤตน้ำท่วม ซึ่งคาดว่าธุรกิจเช่าป้ายโฆษณาจะช่วยสร้างรายได้ให้กับบริษัทได้ 20% ในอนาคต
นอกจากนี้ เตรียมรุกธุรกิจการแคเทอริงอย่างจริงจัง หลังจากได้ลงทุนก่อสร้างครัวอาหารจีนเพิ่มกำลังผลิตอาหารจาก 100 โต๊ะ/ วัน เป็น 200 โต๊ะ/วัน โดยบริษัทจะเปิดตัวธุรกิจแคเทอริง ภายใต้แบรนด์อิมแพ็คช่วงต้นเดือน ม.ค.ปีหน้า เพื่อต้อนรับเทศกาลตรุษจีน ซึ่งตั้งเป้ามีรายได้จากธุรกิจแคเทอริงในปีหน้า 300350 ล้านบาท เทียบจากปีนี้ 200-250 ล้านบาท
สำหรับรูปแบบการวางขาย บริษัทอาจจัดเป็นเคาน์เตอร์จำหน่ายสินค้าติ่มซำ ภายใต้ครัวฮ่องกง ฟิชเชอร์แมน ให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการศูนย์อิมแพ็คสามารถซื้อกลับไปรับประทานที่บ้านได้ รวมถึงมีฝ่ายจัดงานเลี้ยงไว้รองรับการบริการของลูกค้า โดยบริษัทจะรับจัดเลี้ยงตามธีมที่บริษัทจัดไว้ให้เลือก หรือปรับเปลี่ยนความต้องการของลูกค้า เช่น งานวันเกิด เป็นต้น
“การขยายธุรกิจให้มีความครบวงจร จะช่วยเพิ่มรายได้ในสัดส่วนที่สูงขึ้น บริษัทตั้งเป้าเติบโตปีละ 10% โดยปีหน้าคาดว่าจะมีรายได้รวม 2,200 ล้านบาท เทียบกับปีนี้ 2,000 ล้านบาท และจะมีรายได้ถึง 3,000 บาท ในอีก 5 ปีข้างหน้า” พอลล์ กล่าว
ด้านสัดส่วนรายได้ปีหน้าจะมาจากค่าเช่าพื้นที่ 45% การจัดเลี้ยง 30% อีก 25% มาจากอื่นๆ เช่น ป้ายโฆษณา ร้านอาหาร เทียบจากปัจจุบันค่าเช่าพื้นที่ 66% จัดเลี้ยง 13% และอื่นๆ 20%
ที่สำคัญในปีหน้างานใหญ่ที่จะเข้ามาจัดที่อิมแพ็คจะมีอย่างต่อเนื่อง ทั้งงานในประเทศและต่างประเทศ เช่น งานโรตารีโลก นักท่องเที่ยวกว่า 2 หมื่นคนจะเดินทางมาไทย โดยหัวใจหลักของอิมแพ็คจะเน้นการบริการและสร้างธุรกิจให้มีความแข็งแกร่งครบวงจรเพื่อเป็นจุดขายที่แข็งแกร่งในอนาคต







