
ยูนิลีเวอร์ มั่นใจทุนนอกไม่ย้ายฐานทิ้งไทย
ยูนิลีเวอร์ มั่นใจลงทุนในไทยไม่ย้ายฐานการผลิตสินค้าอุปโภค-บริโภคหนีน้ำท่วม ลั่นกลางเดือนธ.ค.สินค้าคืนระบบปกติพร้อมทุ่ม100ล.บาทลุยซีเอสอาร์มากสุดในรอบ80ปี
ยูนิลีเวอร์ มั่นใจลงทุนในไทยไม่ย้ายฐานการผลิตสินค้าอุปโภค-บริโภคหนีน้ำท่วม ลั่นกลางเดือนธ.ค.สินค้าคืนระบบปกติพร้อมทุ่ม100ล.บาทลุยซีเอสอาร์มากสุดในรอบ80ปี
นางสุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ รองประธานกรรมการบริหาร ธุรกิจอาหารและไอศกรีม บริษัทยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง ผู้ทำตลาดสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ เปิดเผยว่าบริษัทแม่ ประเทศเนเธอร์แลนด์ ยังยืนยันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่สำคัญอย่างต่อเนื่อง หลังจากผู้บริหารบริษัทยูลีเวอร์ระดับโลก ได้เดินทางมายังโงงานในไทยที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง และนิคมเกตเวย์ซิตี้ เมื่อวันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมา และพอใจในแผนบริหารความเสี่ยงธุรกิจและมาตรการป้องกันน้ำของไทย
ขณะเดียวกันบริษัทแม่ และยูนิลีเวอร์ในไทย ยังได้เรียนรู้จากปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้น พร้อมทบทวนเป็นแผนป้องกันภัยพิบัติในระยะยาว.5-10ปี โดยจะทำงานร่วมกับกรุงเทพมหานคร(กทม.)และผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทยูนิลีเวอร์ เพื่อให้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งบริษัทแม่ มีความเข้าใจในปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นในไทย เป็นอย่างดี ซึ่งโรงงานในลาดกระบังยังเป็นฐานผลิตสำคัญในสินค้าประเภทของเหลว, ผงซักฟอก, ยาสระผม, สบู่ และไอศกรีม ส่วนที่เกตเวย์ฯ จะผลิตสินค้าในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม เป็นต้น
จากเมื่อช่วงเดือนต.ค.ที่ผ่านมาไทยประสบปัญหาภัยน้ำท่วมใหญ่ และกระทบยังฐานการผลิตในหลายอุตสาหกรรม รวมถึงกลุ่มผู้ผลิตวัตถุดิบสำคัญหลายรายการที่จัดส่งให้กับบริษัท ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้บริษัทไม่สามารถผลิตสินค้าในบางรายการได้เพียงพอ ในช่วงเดียวกับที่ประชาชนต้องการซื้อสินค้ากลุ่มอุปโภค-บริโภคเพื่อเก็บกักตุนจำนวนมาก รวมถึงความสะดวกในเส้นทางการขนส่งและกระจายสินค้า และเมื่อสถานการณ์ในภาพรวมเริ่มคืนกลับสู่สภาวะปกติหลังจากน้ำเริ่มลดลงในหลายพื้นที่แล้ว บริษัทคาดว่าราวกลางเดือนธ.ค.นี้ สินค้าอุปโภคทุกรายการจะคืนกลับสู่เข้าชั้นวางจำหน่ายในช่องทางค้าปลีกต่างๆได้ตามปกติ
พร้อมกันนี้ ในปี2555บริษัทยังมีแผนใช้งบลงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิตเพิ่มในสินค้ากลุ่มไอศกรีมวอลล์ ที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง เพื่อทำตลาดเชิงรุกสินค้ากลุ่มดังกล่าวมากขึ้น จากช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมา บริษัทไม่ได้รับผลกระทบเชิงธุรกิจจากจุดจำหน่ายที่กระจายในช่องทางร้านค้าย่อยทั่วประเทศมากนัก โดยจากข้อมูลของเอ.ซี.นีลเส็น บริษัทผู้วิจัยตลาด ระบุว่ามูลค่าตลาดรวมธุรกิจอาหารและไอศกรีมในปีนี้คาดอยู่ที่กว่า1.3-1.5หมื่นล้านบาท เติบโต5-6% ขณะที่บริษัทมีอัตราเติบโตกว่าตลาดอยู่ที่ 13%
ขณะที่กลุ่มสินค้าดูแลสุขภาพและความงาม(เอชบีเอ)ในภาพรวม ยังมีอัตราการเติบโตดีอยู่ที่5-6% หรือมีมูลค่ากว่า5.3 หมื่นล้านบาท รวมถึงสินค้ากลุ่มในครัวเรือน(เอชพีซี) อาทิ ผงซักฟอก, น้ำยาปรับผ้านุ่ม หรือ อื่นๆ มีอัตราเติบโตดีราว 6% เช่นกัน เนื่องจากเป็นกลุ่มสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด รวมถึงในช่วงหลังน้ำลดในขณะนี้ ที่คาดว่ากำลังซื้อผู้บริโภคจะฟื้นตัวเร็วและยังมีอยู่ แต่จะให้ความสำคัญกับสินค้ากลุ่มที่จำเป็นก่อน อาทิของใช้ภายในบ้าน รวมถึงสินค้ากลุ่มทำความสะอาดที่คาดว่าเติบโตดีเช่นกัน
ทั้งนี้บริษัทยังใช้งบกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งมากสุดในรอบ80ปี สำหรับจัดกิจกรรมเพื่อมีส่วนช่วยเหลือสังคม(ซีเอสอาร์)ภายใต้แคมเปญจัด “ถุงกลับบ้าน” ในโครงการ ยูนิลีเวอร์ เทค ยู โฮม พร้อมร่วมกันทำความสะอาดชุมชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วม โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 16 พ.ย.ที่ผ่านมา ร่วมกับจิตอาสาลงพื้นที่ฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และล่าสุดกิจกรรมใหญ่เมื่อวันที่ 30พ.ย. พร้อมระดมอาสาสมัครจากหน่วยงานต่างๆ มาร่วมภารกิจบรรจุถุงกลับบ้าน 3.5แสนถุง เพื่อกระจายไปยังผู้ประสบภัยให้ทั่วถึงมากที่สุด หรือ 1 ล้านคน







