
กลต.จัดนักลงทุนเอื้อขาใหญ่
ก.ล.ต.เตรียมเสนอบอร์ดจัดเกรดผู้ลงทุนรายบุคคล เปิดช่องให้ขาใหญ่ลงทุนในสินค้าที่มีความเสี่ยง หวังหนุนตราสารหนี้เสี่ยงสูงเกิด
ก.ล.ต.เตรียมเสนอบอร์ดจัดเกรดผู้ลงทุนรายบุคคล เปิดช่องให้ขาใหญ่ลงทุนในสินค้าที่มีความเสี่ยง หวังหนุนตราสารหนี้เสี่ยงสูงเกิด
นายวรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า สำนักงาน ก.ล.ต. จะจัดแบ่งผู้ลงทุนรายบุคคลออกเป็น 2 กลุ่ม ตามความสามารถในการรับความเสี่ยง
กลุ่มแรก จะเป็นผู้ลงทุนรายย่อย (Retail Investor) รับความเสี่ยงได้ไม่มาก ต้องการได้รับการคุ้มครองสูง ตราสารที่เสนอขายไม่ซับซ้อน ต้องทำแบบทดสอบก่อนลงทุน
กลุ่มที่ 2 ผู้ลงทุนที่มีมูลค่าการลงทุนระดับสูง (Big Investor) จะรวมถึงผู้ลงทุนที่มีฐานะร่ำรวย (High Net Worth) ซึ่งผู้ลงทุนเหล่านี้มีความสามารถในการดูแลตนเอง และสามารถลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงมากขึ้น
การจัดแบ่งกลุ่มผู้ลงทุนเช่นนี้ เพื่อให้ตราสารประเภทใหม่ที่มีความซับซ้อนหรือมีความเสี่ยงสูงเกิดขึ้นได้ เช่น ธุรกิจขนาดกลางที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับกลาง BBB+ ที่ผ่านมาต้องการระดมทุนด้วยการออกหุ้น แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะอันดับเครดิตไม่อยู่ในระดับที่น่าลงทุน
ในอนาคตทาง ก.ล.ต. จะอนุญาตให้บริษัทเหล่านี้สามารถออกและเสนอขายตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนสูง (High Yield Bond) ได้ แต่จะจำกัดให้เสนอขายเฉพาะผู้ลงทุนกลุ่มที่ 2 เท่านั้น เพราะเห็นว่าผู้ลงทุนกลุ่มนี้มีความสามารถในการรับความเสี่ยงในสินค้า และดูแลการลงทุนของตัวเองได้ดีอยู่แล้ว
แนวคิดนี้นอกจากจะเป็นการเพิ่มสินค้าในตลาดทุนไทยแล้ว ยังจะเป็นการยกระดับความสามารถของผู้ลงทุนรายบุคคลในประเทศอีกด้วย
“ก.ล.ต.พยายามให้ตราสารที่มีความเสี่ยงต่างๆ เกิดขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องพยายามสร้างนักลงทุนที่มีความพร้อม ดังนั้นจากนี้ไปการขอแบบและเสนอขาย (ไฟลิง) สำหรับสินค้าที่มีความเสี่ยงเพื่อเสนอขายให้กลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ อาจไม่ต้องเต็มรูปแบบ สามารถทำแบบฉบับย่อได้ ซึ่งทาง ก.ล.ต.เตรียมจะนำเสนอให้คณะกรรมการ ก.ล.ต.พิจารณาในเร็วๆ นี้” นายวรพล กล่าว
นอกจากนี้ ก.ล.ต.มีแนวคิดจะจัดตั้ง Independent Investor Advisor (IIA) จัดทำหน้าที่ให้คำปรึกษากับผู้ลงทุน ทำบทวิเคราะห์ วางแผน และแนะนำการลงทุน
เลขาธิการ ก.ล.ต. ยังกล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีบริษัทธุรกิจขนาดกลางและเล็กจำนวนมากถึง 2 ล้านบริษัท หากสามารถผลักดันให้บริษัทเหล่านี้เพียง 0.1% สามารถใช้ตลาดทุนเป็นแหล่งระดมทุน หรือเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนได้ จะทำให้มีบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้นถึง 2,000 บริษัท
การเข้าถึงตลาดทุนนอกจากเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ แล้วยังครอบคลุมถึงการออกหุ้นกู้ ธุรกิจร่วมลงทุน และกองทุนรวมรูปแบบต่างๆ เช่น กองทุนอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น







