
อุตฯ เสียงแข็ง น้ำตาลเหลือบาน ผู้ผลิตส่งสัญญาณ มีการกักตุน
หลังจากกระทรวงพาณิชย์ออกมาเปิดประเด็นน้ำตาลขาดแคลนใน 10 จังหวัด ทำให้ฝั่งของกระทรวงอุตสาหกรรมออกมาตอบโต้ทันควันว่าไม่จริง เพราะปริมาณน้ำตาลในประเทศยังเหลือจำนวนมาก
กระทั่งนำไปสู่การตั้งข้อสังเกตว่า งานนี้อาจมีใครจงใจปล่อยข่าวสร้างกระแสปั่นราคาน้ำตาล รวมถึงการลอบใช้น้ำตาลผิดโควตา โดยนำน้ำตาลโควตา ก. ที่จัดสรรไว้ขายในประเทศในราคาถูกไปส่งออกเพื่อค้ากำไรเพิ่ม
นายประเสริฐ ตปนียางกูร เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล (สอน.) กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมออกมาประกาศชัดแล้วว่าน้ำตาลไม่ได้ขาดแคลน หลังจากนี้ขอเวลา 10 วัน จะร่วมมือกับกรมการค้าภายในติดตามเส้นทางขนย้ายน้ำตาลจากโรงงานไปยังปลายทาง ล่าสุดได้ออกหนังสือไปยังโรงงานน้ำตาล 46 แห่ง ให้บันทึกรายชื่อ ที่อยู่ และสถานที่เก็บรักษาน้ำตาลทรายของผู้ซื้อและรับน้ำตาลปลายทาง พร้อมเอกสารหลักฐานแนบให้ครบถ้วนทุกครั้งที่มีการขนย้าย เพื่อป้องกันการกักตุน
ขณะเดียวกัน จะได้ให้ศูนย์บริหารการผลิต การจำหน่าย และขนย้ายน้ำตาลทราย ตรวจสอบแผนผลิตกับปริมาณการขนย้ายน้ำตาลทรายของบริษัทผู้ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก 106 ราย ที่ขอใช้สิทธิโควตา ค. มีการใช้จริงหรือไม่ และจำนวนเท่าใด พร้อมกับส่งหนังสือเวียนขอความร่วมมือไปยัง 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย กำชับให้โรงงานน้ำตาลทั้งหมดระมัดระวังการจำหน่ายน้ำตาลโควตา ก. กับผู้ซื้อ ผู้ค้าส่ง และผู้ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกที่ได้รับสิทธิซื้อน้ำตาลทรายโควตา ค. เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อปริมาณน้ำตาลทรายโควตาก. จนจำเป็นต้องปรับปริมาณน้ำตาลโควตาก. เพิ่มขึ้น
***หากศูนย์บริหารการผลิตฯเพบสิ่งผิดปกติตรวจพบว่ามีผู้ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก 106 ราย ที่ขอใช้สิทธิซื้อน้ำตาลโควตาค.มีการใช้น้ำตาลทรายโควตา ก. ในการผลิตสินค้าหรือไม่ นอกจากนี้หากพบว่ามีการปรับเปลี่ยนหรือลดและชะลอการใช้สิทธิโควตา ค. จะต้องถูกตัดสิทธิซื้อน้ำตาลทรายโควตา ค. 5 ปี
อย่างไรก็ตาม หากน้ำตาลขาดแคลนจริงก็มีวิธีเพิ่มโควตา ก. ซึ่งกลุ่มโรงงานน้ำตาลมีรองรับไว้ได้ 12 ล้านกระสอบ
ด้าน นางจินตนา ชัยยวรรณาการ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า เมื่อที่ประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลยืนยันว่าน้ำตาลทรายเพียงพอต่อความต้องการบริโภค กระทรวงพาณิชย์ก็เคารพ และพร้อมดำเนินการตามมาตรการที่ออกร่วมกัน สถานการณ์การประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายที่มี นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสากรรมเป็นประธาน ประกาศชัดเจน สถานการณ์น้ำตาลในประเทศ ยังไม่ถึงขั้นขาดแคลน เนื่องจากยังมีน้ำตาลเหลือค้างที่รอขึ้นงวดอีกจำนวนมาก ซึ่งสวนทางกับกระทรวงพาณิชย์ในฐานะที่เป็นผู้ดูแลการจัดจำหน่ายออกมารายงานว่าพบปัญหายขาดแคลนใน 10 จังหวัด เหตุผลคือการจัดสรรน้ำตาลจากโรงงานมีปริมาณลดลง และยังเพิ่มราคาขาย โดยตั้งข้อสังกตไว้ 2 ประเด็นคือ มีการกักตุนน้ำตาลเพื่อทำให้เกิดการขาดแคลนหวังจะปรับราคาเพิ่มขึ้น และ2.สต๊อกไว้ให้กับผู้ผลิตสินค้าเพื่อส่งออก ที่หันมาใช้น้ำตาลโควต้าก.เนื่องจากมีราคาที่ถูกกว่า น้ำตาลโควตา ค. ส่งผลให้รมว.พาณิชย์เสนอขอน้ำตาลโควตา ก.เพิ่มเติม จำนวน 4 5 แสนกระสอบหรือ 45 หมื่นตัน เป็นกรณีพิเศษเพื่อสำรองไว้ฉุกเฉิน เพื่อจำหน่ายให้ประชาชน
อย่างไรก็ตาม ทางฝั่ง นายวิบูลย์ ผานิตวงศ์ ประธานกรรมการบริษัท ไทยชูการ์มิลเลอร์ ยอมรับว่าเริ่มมีสัญญาณกักตุนน้ำตาลหลังจากเกิดข่าวน้ำตาลขาดแคลน ประกอบกับผู้ซื้อรายใหญ่ในประเทศจากเดิมที่เคยสั่งซื้อน้ำตาลใช้ในประเทศได้ตามความต้องการ แต่ปัจจุบันเริ่มได้ไม่เต็มจำนวน
นอกจากนี้ ยังพบว่าความต้องการน้ำตาลของบริษัทผู้ผลิตสินค้าเพื่อส่งออก ซึ่งต้องใช้น้ำตาลโควตา ค. (น้ำตาลสำหรับผลิตเพื่อส่งออก) ลดลง 2 แสนกระสอบ จากเดิมใช้ปีละ 4 แสนกระสอบ ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่าจำนวนน้ำตาลที่หายไปมีการหันไปใช้น้ำตาลโควตา ก. (บริโภคในประเทศ) หรือไม่ เพราะอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้น้ำตาลขาด
ในส่วนของกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ใช้น้ำตาลเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้า **ทั้งนี้ น้ำตาลโควตา ก (เพื่อบริโภคในประเทศ) จำนวน 21 ล้านกระสอบ ถ้าออกมาอยู่ในระบบทั้งหมดจริงๆ จะไม่เกิดการขาดแคลน เพราะตามปกติคนไทยบริโภคน้ำตาลไม่เกินปีละ 15 ล้านกระสอบ จึงต้องดูแลว่าส่วนเกินดังกล่าวถูกใช้ถูกวัตถุประสงค์หรือไม่
**สำหรับกระทรวงพาณิชย์ที่ดูแลผู้บริโภค และการค้า จะเริ่มตรวจสอบใบขนย้ายสินค้าอย่างเข้มงวดมากขึ้น เพื่อดูเส้นทางของน้ำตาลว่าออกจากที่ไหนไปอยู่ตรงไหน ในปริมาณเท่าไหร่ เนื่องจากที่ผ่านมาไม่ได้สนใจรายละเอียดในจุดนี้มากนัก โดยจะตรวจสอบเป็นเวลา 10 วัน ถ้าปัญหายังไม่คลี่คลายจะใช้กระบวนการทางกฎหมายว่าด้วยราคา กำหนดให้โรงงานน้ำตาล ยี่ปั๋ว ต้องแจ้งปริมาณน้ำตาลที่ได้รับ และปริมาณน้ำตาลที่ขายออกไปอย่างชัดเจน
**ขณะที่การเสนอขอน้ำตาลมาดูแลจำนวน 5 แสนตัน เพื่อต้องการช่วยเหลือผู้บริโภคหากเกิดการขาดแคลน ในที่ประชุมทางกระทรวงพาณิชย์ก็ไม่ได้เสนอขอน้ำตาลในส่วนนี้มา
นายปริญญา เพิ่มพานิช ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและปฏิบัติการขาย บริษัท เสริมสุข ผู้ผลิตและกระจายสินค้าเครื่องดื่มน้ำอัดลม เป๊ปซี่ มิรินด้า เซเว่นอัพ เป็นต้น กล่าวว่า ไม่ได้รับผลกระทบต่อปัญหาดังกล่าว เนื่องด้วยบริษัทจัดซื้อวัตถุดิบน้ำตาลล่วงหน้าจากผู้ผลิต
เช่นเดียวกับ นายตัน ภาสกรนที กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น และเครื่องดื่มชาเขียวพร้อมดื่มโออิชิ กาแฟพร้อมดื่มคอฟฟิโอ เป็นต้น ก็ระบุว่า ไม่ได้รับผลกระทบ และยังคงเดินเครื่องจักรผลิตสินค้าเครื่องดื่มตามคำสั่งปกติ รวมถึงการว่าจ้างโรงงานอื่นให้ผลิตสินค้าเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูร้อน ที่คาดว่าจะมีความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้นจำนวนมากกว่าปีก่อน
ทั้งนี้ บริษัทได้ทำสัญญาซื้อขายวัตถุดิบน้ำตาลล่วงหน้ากับบริษัทผู้จัดหายาว 6 เดือน เพื่อประกันความเสี่ยงให้กับธุรกิจ และป้องกันไม่ให้เกิดการเสียโอกาสในการผลิตสินค้าเครื่องดื่มในช่วงหน้าขายนี้ เมื่อสิ้นสุดสัญญาก็เชื่อว่าสถานการณ์น้ำตาลในประเทศคงคลี่คลายแล้ว
อย่างไรก็ตามหากบริษัทสิ้นสุดสัญญากับซัพพลายเออร์น้ำตาลในช่วง 6เดือนหลังจากนี้ คาดว่าภาพรวมสถานการณ์ความต้องการน้ำตลาดน่าจะคลี่คลายไปทางที่ดีขึ้น จากผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ ซึ่งไม่จำเป็นที่ผู้ประกอบการธุรกิจเครื่องดื่มจะต้องปรับราคาขายสินค้าเครื่องดื่มเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด







