
ไจกาเสนอแผนแม่บทน้ำ
“ไจกา”ให้เงิน 200 ล้านบาทกู้นิคมต้นแบบ พร้อมเสนอแผนแม่บทลุ่มน้ำเจ้าพระยาลงทุน
“ไจกา”ให้เงิน 200 ล้านบาทกู้นิคมต้นแบบ พร้อมเสนอแผนแม่บทลุ่มน้ำเจ้าพระยาลงทุน
นายอิซูมิ อาไร รองประธานองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของประเทศญี่ปุ่น (ไจกา) เข้าพบและหารือนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ และนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โดยแสดงความจำนงที่จะให้การช่วยเหลือกู้นิคมอุตสาหกรรมที่ถูกน้ำท่วม 500 ล้านเยน หรือประมาณ 200 ล้านบาท เพื่อลงทุนสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม 1 แห่ง เพื่อเป็นโครงการนำร่อง และเป็นต้นแบบสำหรับการก่อสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่เหลือ
นายอาคม กล่าวว่า ไทยและผู้เชี่ยวชาญจากไจกาจะนำแผนแม่บทการป้องกันน้ำท่วมลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งไจกาได้ทำการศึกษาไว้เมื่อปี 2542 มาทบทวนและร่วมกันจัดทำแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในการป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาฉบับใหม่ โดยรัฐบาลญี่ปุ่นและไจกายังให้ความช่วยเหลือแก่ไทยในการวิเคราะห์ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ อยุธยา และปทุมธานี พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือแก่อุตสาหกรรมไทยในการป้องกันตัวเองจากน้ำท่วม และประสานงานเพื่อสร้างเครือข่ายซัพพลายเชนในภาคการผลิต เพราะซัพพลายเชนเป็นหัวใจการผลิตของภาคอุตสาหกรรม
เช่น การสร้างความร่วมมือระหว่างโรงงานไทย-ญี่ปุ่น หรือโรงงานไทยหรือญี่ปุ่นที่ตั้งฐานการผลิตอยู่ในภูมิภาคนี้ในการสนับสนุนชิ้นส่วน ผลิตชิ้นส่วนทดแทน หรือแลกเปลี่ยนคนงาน ในกรณีที่มีภัยพิบัติและสร้างความเสียหายในระบบซัพพลายเชนในพื้นที่ต่างๆ เพื่อไม่เกิดผลกระทบต่อการผลิตทั่วโลก
นายอาคม ระบุว่า วันที่ 28 พ.ย.นี้ นายวีระพงศ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธเพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) และนายกิตติรัตน์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารทรัพยากรน้ำ (กยน.) มีกำหนดพบปะประธานไจกา เจโทร เจบิค และนายกรัฐมนตรีญี่ป่น เพื่อหารือความร่วมมือในการจัดการน้ำ
นายอาคม กล่าวว่า แผนการจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาของไทยสอดคล้องกับแผนแม่บทป้องกันน้ำท่วมของไจกา แต่สิ่งที่ไจกาสนใจ คือ การจัดการน้ำตั้งแต่ตนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา การเสนอให้ไทยจัดพื้นที่รับน้ำ เก็บน้ำ และกระจายน้ำในช่วงตอนกลางของประเทศ และการจัดการระบายน้ำพื้นที่กรุงเทพและจังหวัดใกล้เคียง
อย่างไรก็ตาม ปัญหาของไทยไม่ใช่มีแผนการลงทุนที่ไม่ถูกทิศทาง แต่เป็นมีปัญหาการลงทุนช้าเกินไป
“เรื่องเร่งด่วนที่เราและไจกาเห็นพ้องกัน คือ คูคลองในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑลมีมาก แต่น้ำผ่านไม่ได้ เพราะมีสิ่งสกปรกกีดขวาง มีการสร้างถนนคร่อมคูคลอง และประตูระบายน้ำที่เล็กกว่าลำคลอง ทำให้เกิดปัญหาคอขวด ซึ่งตรงนี้จะต้องเร่งปรับปรุงก่อนน้ำมาในปีหน้า”นายอาคมกล่าว
นอกจากนี้ ไจกามองว่านอกจากการสร้างระบบป้องกันนิคมอุตสาหกรรมแล้ว ต้องมีระบบป้องกันชุมชนรอบนิคมด้วย เพราะเป็นที่อยู่อาศัยของแรงงาน การแก้ปัญหาน้ำท่วมต้องมองในมิติเศรษฐกิจและสังคมที่ต้องอยู่ร่วมกันได้
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า การเดินทางไปญี่ปุ่นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน จะเป็นการเล่าความคืบหน้าสิ่งที่รัฐบาลได้ดำเนินการมาแล้ว และสิ่งที่รัฐบาลจะดำเนินการต่อไป จากนั้นก็ให้นักลงทุนติดตามว่าสิ่งที่พูดไว้สอดคล้องและเป็นตามแผนหรือไม่ ประกอบการการที่ไทยมีผู้เชี่ยวชาญจากไจกาเข้ามาร่วมงานด้วยจะสร้างความเชื่อมั่นได้มาก
อย่างไรก็ตาม การเดินทางครั้งนี้ ตนและทีมงานของไทยไม่ได้ไปมือเปล่า แต่จะนำแผนแม่บทการจัดการน้ำของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ปี 2543 ไปชี้แจงด้วย
พร้อมกันนั้น รัฐบาลมีแผนเชิญผู้สื่อข่าวทั่วโลกมารับฟังการชี้แจงแนวทางป้องกันปัญหาน้ำท่วมในไทย และลงพื้นที่เพื่อให้มีประสบการณ์ตรงในพื้นที่จริง โดยปีนี้ทั้งปีและปีหน้าจะเป็นปีที่รัฐบาลไทยต้องชี้แจงเรื่องนี้ให้ทั่วโลกมีความเชื่อมั่น ส่วนกรณีบริษัทประกันภัยต่อจากต่างประเทศไม่รับทำประกัน รัฐบาลพร้อมรับทำประกันทั้งหมด
“คนที่ทำธุรกิจรับประกันภัยต่อ เขากระจายการทำธุรกิจไปทั่วโลก หากเขาจะไม่รับทำก็ไม่มีปัญหา เพราะรัฐบาลไทยจะเป็นผู้รับทำประกันไว้เอง”นายกิตติรัตน์ระบุ
นายกิตติรัตน์ ระบุว่า การเผชิญภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งนี้ ทำให้ไทยมีระบบป้องกันน้ำท่วมที่แข็งแกร่ง และมีความพร้อมเมื่อเทียบกับประเทศที่ไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องนี้ ในขณะที่ภัยพิบัติขนาดใหญ่เกิดขึ้นทั่วโลกและบ่อยครั้งขึ้น
นายกิตติรัตน์ ย้ำว่า แผนป้องกันน้ำท่วมระยะสั้นจะเน้นการดูแลประตูน้ำ เตรียมเครื่องสูบน้ำให้พร้อม การขุดลอกคูคลอง ซึ่งสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ภายในไม่กี่เดือน ส่วนการลงทุนขุดคลองสายใหม่ และฟรัดเวย์ ต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะเป็นโครงการลงทุนที่ต้องใช้เงินจำนวนมาก







