
รีบาวด์ได้สั้น...ก่อนลงแรงก่อนลงแรง
หุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวลงจากบริเวณ 1,000 จุด ลงมาที่กรอบล่างบริเวณ 965 จุด
หุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวลงจากบริเวณ 1,000 จุด ลงมาที่กรอบล่างบริเวณ 965 จุด
โดย..พงศ์ภัทร สิริพิพัฒน์
โดยปัจจัยลบมาจากฝั่งยุโรปที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรในประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในยุโรปล้วนปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผลการประมูลพันธบัตรในหลายประเทศอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสูงเป็นประวัติการณ์ โดยผลการประมูลตั๋วเงินคลังอายุ 3 เดือน ของสเปน อัตราผลตอบแทนขึ้นมาที่ระดับ 5.1% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากครั้งก่อนกว่าเท่าตัว ในขณะที่อัตราผลตอบแทน 6 เดือน ขึ้นมาที่ระดับ 5.2% ภาพโดยรวมต้นทุนทางการเงินของประเทศในยุโรปส่วนใหญ่และมีช่วงปรับตัวขึ้นมาที่บริเวณ 7% ซึ่งเป็นระดับที่มีนัยสำคัญด้านนักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิต่อเนื่องสะสมกว่า 8.8 พันล้านบาท ในช่วงที่ผ่านมา
ทิศทางตลาดในระยะสั้นคาดว่ายังเป็นการแกว่งตัวในกรอบ 1,010965 จุด เป็นการแกว่งตัวผันผวนในกรอบดังกล่าวในลักษณะลงซื้อขึ้นขาย โดยปัจจัยภายนอกยังคงเป็นปัจจัยที่มีส่วนกดดันตลาดต่อเนื่อง จากความเสี่ยงของหนี้ในยุโรปที่เพิ่มขึ้น โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรในยุโรปยังอยู่ในระดับสูงใกล้ระดับ 7% ซึ่งเคยเป็นระดับที่ทำให้กรีซ โปรตุเกส และไอร์แลนด์ ต้องขอความช่วยเหลือจากภายนอกมาแล้ว โดยรวมทิศทางในระยะกลางยังคงมีความเสี่ยง จากปัญหาหนี้ในยุโรปหากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรของชาติใหญ่ๆ ในยุโรปยังคงปรับตัวขึ้น ไม่ว่าจะเป็น อิตาลี สเปน และฝรั่งเศส แม้ว่าในระยะสั้นอาจมีช่วงรีบาวด์สั้นหลังลงแรง
โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรในยุโรปขณะนี้ถือว่าต่ำกว่าระดับที่ควรจะเป็น เนื่องจาก ECB ได้เข้าทำการซื้อเพื่อไม่ให้ต้นทุนทางการเงินของประเทศในยุโรปปรับตัวขึ้นมาก และส่งผลต่อเนื่องให้การแก้ปัญหาหนี้บานปลาย ทำให้การมองความเสี่ยงผ่านอัตราผลตอบแทนเพียงอย่างเดียวอาจจะทำให้ภาพหนี้ในยุโรปดีกว่าความเป็นจริง
แนวโน้มหนี้ยุโรปในระยะกลางยังคงมีความเสี่ยง หากยังไม่มีการเพิ่มขนาดกองทุน EFSF ให้มากกว่า 1 ล้านล้านยูโร ปัญหามีแนวโน้มบานปลายมากขึ้น เนื่องจากหากปัญหาลามไปยังประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่าง อิตาลี สเปน แล้วจะส่งผลให้เงินกองทุนไม่เพียงพอ โดยเฉพาะอิตาลีเพียงประเทศเดียวหนี้ก็สูงถึง 1.9 ล้านล้านยูโรแล้ว แต่การที่อิตาลียังมีสัดส่วนหนี้ภายในประเทศเป็นสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับหนี้ต่างประเทศ จึงทำให้อิตาลีมีความทนต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรในระดับสูงได้มากกว่าประเทศอื่นๆ ในยุโรป
ส่วนปัจจัยภายในประเทศคาดว่านักลงทุนต่างชาติที่ยังขายสุทธิต่อเนื่องจะยังคงเป็นปัจจัยที่กดดันการรีบาวด์ โดยปัจจัยบวกที่ทำตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงน้อยกว่าหุ้นในภูมิภาคคาดว่าจะมาจากแรงซื้อของนักลงทุนสถาบัน ที่จะเริ่มกลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิในช่วงเดือนสุดท้ายของปี เพื่อผลประโยชน์ทางภาษีของกองทุน LTF/RMF
ทิศทางทางเทคนิคคาดว่าตลาดในระยะสั้นยังคงแกว่งตัวในกรอบ 1,010965 จุด การปรับตัวลงมาที่บริเวณ 965 จุด เป็นครั้งแรกมีโอกาสที่จะทำให้เกิดการหยุดไหลหรือรีบาวด์ได้ แต่การปรับตัวขึ้นมีโอกาสชะลอตัวที่ 985 หรือ 993 จุด โดยภาพในระยะกลางที่มีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น หากการรีบาวด์แล้วไม่ผ่าน 985 จุด และกลับมาปรับตัวลงหลุด 965 จุด ตลาดมีโอกาสปรับตัวลงไปที่บริเวณ 952 หรือ 940 จุด เป็นอย่างน้อย
กลยุทธ์การลงทุนแนะนำให้นักลงทุนซื้อหุ้นในช่วงปรับตัวลงหากยังไม่หลุด 965 เพื่อรอขายช่วงปรับตัวขึ้น โดยมีแนวต้านที่บริเวณ 985 หรือ 993 จุด เป็นการซื้อขายในกรอบการแกว่งตัวที่ 9651,010 จุด ในช่วงสั้นๆ เนื่องจากการปรับตัวขึ้นลงของตลาดยังคงขาดความต่อเนื่อง โดยต้องระวังความเสี่ยงของขาลงหากปรับตัวลงหลุดต่ำกว่า 965 จุด







