
กรุงศรียืนสิ้นปีหุ้นต่ำกว่า1,000
ปัจจัยนอกเรื้อรังกดดัชนีสวิงไอเอ็นจีมองแนวรับ940จุด
ปัจจัยนอกเรื้อรังกดดัชนีสวิงไอเอ็นจีมองแนวรับ940จุด
บลจ.กรุงศรี ชี้ปัจจัยต่างประเทศกดหุ้นไทย ดัชนียืนเหนือ 1,000 จุดเป็นไปได้ยากมุมมองยังไม่เปลี่ยนสิ้นปีปิดต่ำกว่าปีก่อน 1,032
นายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงศรี กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยจากนี้จนถึงสิ้นปี มองว่าดัชนีจะแกว่งตัวในกรอบ 900-900 จุดปลายๆ เนื่องจากปัจจัยต่างประเทศยังคงกดดันการลงทุน ทั้งปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐที่ฟื้นตัวช้า รวมถึงปัญหาหนี้กลุ่มยุโรปที่ยังทยอยออกมาต่อเนื่องทำให้หุ้นผันผวน
“แม้ช่วงที่ผ่านมาหุ้นไทยขึ้นต่อเนื่องจ่อ 1,000 จุด แต่ส่วนใหญ่เป็นแรงซื้อของนักลงทุนในประเทศ ทำให้บางวันหุ้นขึ้นสวนตลาดเอเชีย แต่ตอนนี้ต่างชาติยังขายอยู่ โอกาสที่หุ้นไทยจะขึ้นโดดเด่นกว่าเพื่อนบ้านคงยาก และสิ้นปีดัชนีน่าจะปิดต่ำกว่าปีก่อนอย่างที่เคยคาดการณ์ไว้” นายประภาส กล่าว
ทั้งนี้ สิ้นปี 2553 ดัชนีปิดที่ระดับ 1,032.76 จุด ประธานเจ้าหน้าที่สายการลงทุน บลจ.กรุงศรี กล่าวว่า สำหรับผลกระทบจากน้ำท่วมจะส่งผลกระทบต่อกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 20% ในปีนี้ ก็คงเติบโตได้ประมาณ 10-15% ขณะที่ 3 ไตรมาสปี 2554 กำไร บจ.เติบโตระดับ 22% นอกจากนี้จะลามไปถึงปี 2555 จากคาดว่าจะเติบโต 15% ก็อาจลดลงเหลือประมาณ 10%
“ผลพวงของน้ำท่วมจะต่อเนื่องไปยังไตรมาสแรกปีหน้า ซึ่งกำไรน่าจะเติบโตในอัตราที่ติดลบและเริ่มฟื้นตัวในไตรมาส 2” ประธานเจ้าหน้าที่สายการลงทุน กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในแง่ของการลงทุนต้องเลี่ยงหุ้นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมโดยตรง เช่น กลุ่มชิ้นส่วนและยานยนต์ เป็นต้น ต้องรอดูว่าประกันภัยจะคุ้มครองมูลค่าที่เสียหายครอบคลุมหรือไม่ และจะถูกลูกค้าเรียกค่าเสียหายจากการส่งมอบล่าช้าหรือไม่ รวมทั้งจะยกเลิกสัญญาเลยหรือไม่ ซึ่งคงต้องเลือกดูรายบริษัท
สำหรับหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่นักวิเคราะห์ต่างประเทศแนะนำให้ลดการลงทุนหลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมนั้น นายประภาส กล่าวว่า ในส่วนของ บลจ.กรุงศรีไม่ได้ปรับลดน้ำหนักการลงทุนลง แม้จะทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องตั้งสำรองเพิ่มขึ้นจากน้ำท่วม แต่ในแง่ของการเติบโตของสินเชื่อและรายได้ส่วนอื่นๆ มองว่าจะครอบคลุมส่วนสินเชื่อที่เสียหายได้
หุ้นกลุ่มพลังงานก็ยังเติบโตได้ต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัว แต่ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี ขณะที่ปริมาณการผลิตน้ำมันมีจำกัด
อย่างไรก็ตาม หากนักลงทุนต้องการลงทุนในกองทุนหุ้นรวมหุ้นระยะยาว (LTF) แนะนำให้ทยอยซื้อตั้งแต่ตอนนี้ไม่ต้องรอปลายปี เนื่องจากตลาดหุ้นที่ผันผวนมองว่าจับจังหวะยาก การเฉลี่ยต้นทุนน่าจะเหมาะสม
นายประภาส กล่าวว่า นักลงทุนที่ยังกังวลกับทิศทางตลาดหุ้น แต่ต้องการใช้สิทธิเพื่อลดหย่อนภาษี แนะนำกองทุนเปิดกรุงศรีหุ้นระยะยาวปันผล 70/30 เนื่องจากมีความเสี่ยงต่ำสุดเมื่อเทียบกับกองทุน LTF อีก 5 กองทุนภายใต้การบริหารของบริษัท เพราะลงทุนในหุ้น 70% ของพอร์ตการลงทุนเท่านั้น อีก 30% ลงทุนในตราสารหนี้และเงินฝากได้ ส่วนกองทุนเปิดกรุงศรีหุ้นระยะยาวจัดเป็นกองทุนที่มีผลตอบแทนโดเด่นและสม่ำเสมอ ทำให้มีเงินไหลเข้ามาซื้อกองทุนนี้ต่อเนื่อง
“แม้เราจะแนะนำกองทุนเปิดกรุงศรีหุ้นระยะยาวปันผล 70/30 แก่นักลงทุน แต่เราก็จะบอกว่าจากสถิติเก่าปีไหนที่หุ้นลง ในปีถัดไปหุ้นจะปรับตัวขึ้นและให้ผลตอบแทนที่ดี เพื่อให้นักลงทุนได้ตัดสินใจ” นายประภาส กล่าว
สำหรับการลงทุนในตราสารหนี้แนะนำการลงทุน 6 เดือนถึง 2 ปี เนื่องจากคาดว่าเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง ประกอบกับปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นทำให้คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับตัวลดลงงจากนี้ไปจนถึงไตรมาส 2 ปี 2555 ประมาณ 0.25-0.5%
ด้าน บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) มองทิศทางตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ โดยคาดว่าดัชนีจะยังแกว่งและปรับพักตัวลงต่อเนื่องจากช่วงท้ายของสัปดาห์ที่แล้ว เนื่องจากนักลงทุนต่างประเทศยังกังวลต่อสถานการณ์หนี้ในยูโรโซน หลังอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรของหลายๆ ประเทศในยุโรปยังคงขยับเพิ่มขึ้น แสดงถึงความไม่มั่นใจต่อฐานะการเงินของประเทศในยูโรโซน
ขณะที่มาตรการแก้ไขหนี้ยุโรปยังไม่มีความชัดเจน ทำให้คาดว่ากรอบแกว่งของตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ยังอยู่ระหว่าง 940-1,000 จุด โดยอยู่ในช่วงของการแกว่งลงไปหาด้านล่างของกรอบดังกล่าว







