
คนไทยเซ็งทำของขวัญซบ
หวั่นปีใหม่ตลาดหดหาย20%เก็บเงินซ่อมบ้านซื้อของจำเป็น
หวั่นปีใหม่ตลาดหดหาย20%เก็บเงินซ่อมบ้านซื้อของจำเป็น
ยอดซื้อของขวัญของชำร่วยในช่วงเทศกาลปีใหม่หด 20% คนไทยเก็บเงินซ่อมบ้าน
นายจิรบูลย์ วิทยสิงห์ ประธานกิตติมศักดิ์สมาคมของขวัญและของชำร่วย และกรรมการสภาอุตสาห กรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า แนวโน้มการซื้อของขวัญของชำร่วยมอบให้แก่กันในช่วงปีใหม่นี้ คาดว่าจะปรับตัวลดลง 20% และไม่คึกคักเท่าที่ควร
ทั้งนี้ เพราะคนไทยจำนวนมากประสบภัยน้ำท่วมเป็นเวลานาน ทำให้หมดอารมณ์ซื้อของขวัญให้กัน อีกทั้งพฤติกรรมการซื้อของขวัญก็เปลี่ยนไป จากเดิมที่เริ่มซื้อตั้งแต่เดือน ต.ค. มาเป็นเดือน พ.ย. และ ธ.ค.แทน เนื่องจากน้ำท่วมในหลายพื้นที่กระทบความรู้สึกคนไทยให้หมดอารมณ์ซื้อของขวัญ
นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังต้องเก็บเงินไว้ซ่อมแซมบ้านเรือนหลังน้ำลด ยิ่งทำให้การตัดสินใจซื้อของขวัญในช่วงปีนี้ต้องรอบคอบ ไม่ซื้อของฟุ่มเฟือย เน้นซื้อของมีประโยชน์ใช้สอยได้เป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่าประชาชนจะซื้อของขวัญมอบให้กันอยู่บ้าง เห็นได้จากที่ผ่านมา เช่น การชุมนุมประท้วง และวิกฤตเศรษฐกิจต่างๆ ประชาชนก็ยังจับจ่ายใช้สอยกันอยู่ แต่ปรับพฤติกรรมการซื้อช้าลง และซื้อในมูลค่าที่น้อยลง ซึ่งขณะนี้ก็เริ่มมีคำสั่งซื้อสินค้าเข้ามาบ้างแล้ว แม้จะลดลงจากปีก่อน
แต่ถ้าให้เทียบกับปีก่อนปริมาณการซื้อคงต้องลดลงย่างแน่นอน
สำหรับกระแสการซื้อของขวัญในช่วงวันคริสต์มาสและปีใหม่ 2555 คาดว่าจะเป็นข้าวของเครื่องใช้ และที่กำลังอินเทรนด์ในขณะนี้คือสินค้าต้อนรับฤดูหนาวต่างๆ
ขณะเดียวกัน น้ำท่วมยังส่งผลกระทบต่อการผลิตอุตสาหกรรมสินค้าไลฟ์สไตล์ อาทิ ของขวัญและของชำร่วย ของแต่งบ้าน ฯลฯ ที่มีอยู่ราว 3,000 ราย มีแรงงานในระบบ 3.8 แสนคน ที่ไม่สามารถผลิตสินค้าได้ เนื่องจากอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องไม่สามารถป้อนวัตถุดิบให้ได้ รวมถึงขาดแคลนกล่องกระดาษ เพราะโรงงานถูกน้ำท่วม
สถานการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของผู้ประกอบการที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) หากรัฐบาลไม่ช่วยเหลือโดยเฉพาะเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ คาดว่าจะทำให้ปิดกิจการจำนวนมาก
ในส่วนของการส่งออกยังได้รับผลกระทบจากคำสั่งซื้อในต่างประเทศลดลง 1% ทั้งจากตลาดสหรัฐและญี่ปุ่น มีเพียงตลาดในสหภาพยุโรป (อียู) ที่มีคำสั่งซื้อขยายตัวสูงถึง 30% รวมทั้งปีคาดว่าการส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์ ของขวัญของชำร่วยจะมีมูลค่าราว 9.5 หมื่นล้านบาท เติบโตเพียง 5% ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 8% ส่วนตลาดในประเทศมีมูลค่าราว 4 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ผู้ผลิตต้องส่งออกสินค้าล่าช้าจนต้องถูกปรับ ทำให้ต้องไปจ้างให้ประเทศเวียดนามและอินเดียผลิตสินค้า เพื่อรักษาฐานลูกค้า







