
'ประกัน'ซ้ำเติแบงก์ช่วยธุรกิจสำลักน้ำ
ตลอดสัปดาห์ปัญหาน้ำท่วมที่ยังไม่คลี่คลาย ได้กลายเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง
ตลอดสัปดาห์ปัญหาน้ำท่วมที่ยังไม่คลี่คลาย ได้กลายเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง
สมทบด้วยความเสี่ยงทางการเมืองร้อนฉ่าขึ้นมาจากการขอพระราชทานอภัยโทษ ทำให้กลายเป็นต้นทุนธุรกิจที่เพิ่มขึ้นเป็น 2 เด้ง
น้ำท่วมหนักจนเกินการควบคุมได้ ทำให้รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้จัดตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ขึ้นมา
“วีรพงษ์ รามางกูร” ประธาน กยอ. ให้ยกร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดตั้งองค์กรจัดการน้ำ เพื่อรวบอำนาจบริหารจัดการและลงทุนระบบน้ำจากกระทรวงต่างๆ มาไว้ที่หน่วยงานใหม่ที่จัดตั้งขึ้นภายใต้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 5-6 เดือน ทั้งนี้หาก พ.ร.บ.มีผลบังคับใช้ กยอ.ก็จะสลายตัวไปทันที และบทบาทภารกิจลงทุนระบบน้ำระยะ 5-10 ปี จะอยู่ที่องค์กรนี้
ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้กัดเซาะเฉพาะเรื่องทั่วไป ยังขยายไปสู่ลูกค้าประกันจน “ปานวัฒน์ กูรมาภิรักษ์” นายกสมาคมนายหน้าประกัน ต้องออกมาเปิดเผยถึงความไม่รับผิดชอบของบริษัทประกันภัย เพราะตั้งแต่น้ำท่วมทางสมาคมไม่สามารถหาบริษัทประกันภัยต่อสัญญากรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สิน (IAR) และประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 ที่ให้ความคุ้มครองน้ำท่วมแก่ประชาชนได้
นอกจากนี้ ยังถูกบริษัทประกันวินาศภัยทำหนังสือบอกเลิกการต่อสัญญาอัตโนมัติ 30 วันล่วงหน้า ขณะที่อยู่ระหว่างการเจรจาต่อสัญญาหลังกรมธรรม์ฉบับเดิมสิ้นสุดลง ทั้งๆ ที่มีสัญญาแนบท้ายให้ความคุ้มครองโดยอัตโนมัติ
อย่างไรก็ดี สมาคมจะร่วมมือกับทางสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) นำปัญหาของผู้บริโภคส่งต่อไปยังสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)
ขณะที่ “ประเวช องอาจสิทธิกุล” เลขาธิการ คปภ. ได้ยืนยันถึงกรณีที่มีข้อสงสัยว่า บริษัทประกันภัยต่อในประเทศและต่างประเทศจะนำเหตุผลการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาดของรัฐบาลมาเป็นข้ออ้าง จะไม่จ่ายสินไหมทดแทนกรณีน้ำท่วมในครั้งนี้ บริษัทประกันไม่สามารถยกเหตุผลดังกล่าวมาอ้างได้ และจะต้องจ่ายสินไหมทดแทน เพราะเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดน้ำท่วมจริง
อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้บริษัทรับประกันภัยต่อได้ชะลอการรับประกันภัยน้ำท่วมไปก่อน จนกว่าจะได้รับทราบข้อมูลความเสียหายจริง แล้วจึงจะพิจารณาเบี้ยประกันภัยน้ำท่วมในปีต่อไป
ส่วนประกันภัยอื่นๆ ยังคงรับต่อสัญญาตามปกติ ยกเว้นภัยน้ำท่วม ซึ่งการปฏิบัติเช่นนี้ใช้กับประเทศอื่นๆ ด้วย ไม่ได้ใช้เฉพาะกับประเทศไทยเท่านั้น
ด้าน “วิชัย สันติมหกุลเลิศ” ประธานคณะกรรมการประกันภัยทรัพย์สิน สมาคมประกันวินาศภัย และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซุย สุมิโตโม อินชัวรันซ์ สาขาประเทศไทย กล่าวว่า ในกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สิน หรือ IAR มีข้อความหนึ่งที่ระบุไว้ว่า จะไม่คุ้มครองความผิดพลาดที่เกิดจากการทำงาน แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากความผิดพลาดนั้น หากอยู่ในเงื่อนไขกรมธรรม์ บริษัทประกันภัยจะต้องจ่ายสินไหมทดแทนโดยไม่สามารถบิดพลิ้วได้ และไม่มีสาเหตุใดที่บริษัทประกันภัยต่อจะไม่จ่ายสินไหม เพราะเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นน้ำท่วมชัดเจน
สำหรับด้านความช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทั้งธนาคารรัฐและธนาคารเอกชนต่างก็ขนมาตรการความช่วยเหลือออกมา เริ่มจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ตั้งศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้จมน้ำ ให้คำปรึกษาและรับคำร้องขอใช้มาตรการลดภาระหนี้ที่อยู่อาศัยช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยขึ้น ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะมีลูกค้าได้รับผลกระทบร่วม 7.6 หมื่นราย คิดเป็นวงเงินสินเชื่อ 4-5 หมื่นล้านบาท
ด้านธนาคารออมสิน ร่วมกับสมาคมธนาคารไทย ยกเว้นค่าธรรมเนียมการเบิกถอนเงินสดผ่านเครื่องเอทีเอ็มข้ามเขตทุกธนาคารทั่วประเทศ จนถึงวันที่ 30 พ.ย.นี้ รวมทั้งยกเว้นค่าธรรมเนียมบริการโอนเงินจากต่างประเทศผ่านระบบ Xpress Money Services อีกทั้งยังขยายระยะเวลาการให้สินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจในโครงการประกันสังคมเคียงข้างผู้ประกันตนต้านอุทกภัย วาตภัย หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติออกไป แต่มีกรอบระยะเวลากำหนดให้ใช้สิทธิ
ขณะที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ออกมาตรการ “เร่งด่วน-ฟื้นฟู-เดินหน้าธุรกิจ” เพื่อช่วยเหลือลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ได้รับผลกระทบและเกิดความเสียหายจากน้ำท่วม โดยมีตั้งแต่ระยะเร่งด่วนทันทีที่ลูกค้าได้รับผลกระทบ ธนาคารช่วยด้านการปรับโครงสร้างหนี้ การผ่อนปรน พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 6 เดือน ลดดอกเบี้ยสูงสุด 50% ใน 3 เดือนแรก และวงเงินฉุกเฉินเพื่อนำไปใช้จ่ายในระหว่างน้ำท่วม (โอ/ดี) วงเงินสูงสุด 20% ของวงเงินเดิมที่ลูกค้ามีอยู่
สำหรับระยะฟื้นฟู คือ ธนาคารร่วมมือบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ในการออกสินเชื่อช่วยเอสเอ็มอี อายุ 7 ปี วงเงินไม่เกิน 10 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3% ใน 3 ปีแรก เพื่อให้ลูกค้ามีเงินทุนฟื้นฟูกิจการ
ธนาคารกสิกรไทย ประเมินว่า ภาวะน้ำท่วมครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจเอสเอ็มอีทั่วประเทศกว่า 2.4 แสนราย ผลิตภัณฑ์มวลรวมของธุรกิจเอสเอ็มอีหายไปเดือนละ 2.4 หมื่นล้านบาท ทำให้คาดว่าอาจต้องใช้สินเชื่อเพื่อการฟื้นฟูรวม 6.5 หมื่นล้านบาท สูงสุดอาจทะลุ 1.4 แสนล้านบาท
กสิกรไทยคาดว่าจะมีลูกค้าที่ได้รับผลกระทบทั้งสิ้น 14,118 ราย คิดเป็นวงเงินสินเชื่อรวม 3.7 หมื่นล้านบาท หรือ 9% ของฐานสินเชื่อเอสเอ็มอี ดังนั้นธนาคารจึงได้จัดวงเงินไว้ 1.5 หมื่นล้านบาท เพื่อช่วยเหลือลูกค้า ด้วยการขยายระยะเวลาปลอดชำระเงินต้นให้เป็นระยะเวลา 6 เดือน และต่อให้อีก 6 เดือน หากสถานการณ์ยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ ส่วนลูกค้าที่ใช้ตั๋วสัญญาใช้เงิน (พี/เอ็น) จะต่ออายุออกไปได้อีก 6 เดือน โดยไม่ต้องใช้เอกสารรับรอง
สำหรับลูกค้าที่เข้าโครงการค้ำประกันสินเชื่อกับ บสย. จะคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่เพียง 3% ใน 3 ปีแรก พร้อมยืดระยะเวลาผ่อนชำระให้สูงสุดเป็น 10 ปี และพักชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยนาน 6 เดือน
ส่วนลูกค้าที่เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตเสียหายจนไม่สามารถใช้การได้ ได้จัดวงเงินสินเชื่อเพื่อซื้อเครื่องจักรใหม่ โดยคิดดอกเบี้ยพิเศษแบบลดต้นลดดอก 4% ใน 3 ปีแรก แถมยืดระยะเวลาผ่อนชำระยาวสูงสุดถึง 7 ปี และเพิ่มสภาพคล่องให้กับธุรกิจด้วยการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 6 เดือน พร้อมให้วงเงินสินเชื่อสูงสุด 100% ของมูลค่าเครื่องจักรด้วย
น้ำท่วมยังส่งผลกระทบต่อธนาคารพาณิชย์ เมื่อลูกค้าได้เลื่อนการควบรวมกิจการหรือเข้าซื้อธุรกิจ โดย “โสภณ อัศวานุชิต” ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้ลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ของธนาคารกว่า 2-3 ราย ได้เลื่อนแผนการควบรวมกิจการและเข้าซื้อกิจการเพื่อขยายธุรกิจออกไปเป็นปีหน้าแทน เนื่องจากปัญหาด้านระบบขนส่ง การติดต่อสื่อสาร และเรื่องราคาสินทรัพย์ที่ต้องประเมินกันใหม่หลังน้ำลด
“วศิน วณิชย์วรนันต์” รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า มีลูกค้าของธนาคารที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ได้ชะลอแผนการควบรวมและเข้าซื้อกิจการไปแล้ว 2-3 ราย และคาดว่าจะสามารถกลับมาเดินหน้าเจรจากันได้อีกครั้งในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า
อย่างไรก็ดี ตอนนี้เหมือนภาคธุรกิจยังต้องเจอกับปัจจัยเสี่ยงถึงสองทาง จากปัญหาน้ำท่วมแล้วยังมีปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองเพิ่ม เมื่อรัฐบาลได้ออกพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) นิรโทษกรรมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
แหล่งข่าวจากผู้บริหารของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า น่าจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทางด้านเศรษฐกิจของนักลงทุนอย่างมาก และอาจกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ “เชาว์ เก่งชน” กรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ประเด็นนี้จะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยไม่มากนัก หากรัฐบาลสามารถชี้แจงสาระสำคัญของ พ.ร.ฎ.ฉบับดังกล่าวได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง
แต่ผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศรายหนึ่ง กล่าวว่า พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษซึ่งมีนัยสำคัญทางการเมืองจริง จะทำให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปมีปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองเพิ่มขึ้น นอกเหนือจากภัยธรรมชาติที่กำลังเป็นปัญหาในขณะนี้ ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติยิ่งลดลง
ด้านดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์นี้ปรับตัวขึ้นตั้งแต่ต้นถึงกลางสัปดาห์ จากแรงหนุนในหุ้นขนาดใหญ่ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และการสื่อสาร จนวันที่ 15 พ.ย. ดัชนีหุ้นไทยบวกสวนทางกับตลาดภูมิภาคได้
แต่ท้ายสุดก็ไม่อาจฝ่าแนวต้านสำคัญที่ 1,000 จุดได้ เพราะถูกกดดันจากปัญหาหนี้เสียของกลุ่มประเทศยุโรป ทำให้ดัชนีปิดที่ระดับ 984.16 จุด เพิ่มขึ้น 1.36% จากสัปดาห์ก่อน







