
โนบุยูกิ มูราฮาชิ บิ๊กบอส มิตซูบิชิ ผมไม่อยากเจอน้ำท่วมแบบนี้อีก
แม้บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) หรือเอ็มเอ็มทีเอช จะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหามหาอุทกภัยในช่วงที่ผ่านมา
แม้บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) หรือเอ็มเอ็มทีเอช จะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหามหาอุทกภัยในช่วงที่ผ่านมา
โดย...พิสัน์ อิทธิวัฒนกล
แต่โรงงานผลิตรถยนต์ของมิตซูบิชิในประเทศไทยก็ต้องปิดการผลิตนานกว่า 1 เดือน เนื่องจากขาดแคลนชิ้นส่วนอะไหล่
โนบุยูกิ มูราฮาชิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็มเอ็มทีเอช บอกว่าบริษัทไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ก็ทำให้ยอดการผลิตสูญหายไปประมาณ 2.3 หมื่นคัน และคาดว่าจะสามารถเร่งยอดการผลิตภายในปีงบประมาณนี้ ที่จะจบในเดือน มี.ค. 2555 กลับมาได้ราว 1.5 หมื่นคันเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ปัญหาน้ำท่วมในครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของมิตซูบิชิในประเทศไทยแต่อย่างใด ทั้งนี้เพราะมิตซูบิชิใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถปิกอัพไทรทัน และรถพีพีวีอย่าง ปาเจโร สปอร์ต นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงานผลิตอีโคคาร์ ที่ดำเนินการก่อสร้างไปแล้วกว่า 95% และยังยืนยันที่จะเปิดไลน์ผลิตในเดือน มี.ค. 2555 นี้
มูราฮาชิ บอกว่า ในช่วงที่ผ่านมา โอซามุ มาซูโกะ ประธานบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชัน ประเทศญี่ปุ่น ได้เดินทางมาพบกับนายกรัฐมนตรี พร้อมได้มอบเงินช่วยเหลือด้านอุทกภัยจำนวน 12 ล้านบาท และยืนยันว่ามิตซูบิชิไม่มีแผนย้ายฐานการผลิตจากประเทศไทยอย่างแน่นอน และรู้สึกยินดีที่ฐานการผลิตที่แหลมฉบังกลับมาเปิดสายผลิตอีกครั้ง
“แม้รัฐบาลจะประกาศว่านี่คือน้ำท่วมใหญ่ในรอบ 50 ปี ซึ่งเราเปิดโรงงานมา 40 ปี ก็เพิ่งจะเจอเป็นครั้งแรก แต่ก็ไม่อยากที่จะเจออะไรแบบนี้อีก รัฐบาลควรจะเดินหน้าหาแผนการเพื่อรองรับมือกับปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแบบนี้ขึ้นอีก ถ้าจะเกิดก็ควรให้เป็นครั้งแรกในรอบ 100 ปีไปเลย”
มูราฮาชิ บอกว่า จากการประเมินของบริษัทคาดว่ายอดจำหน่ายรถยนต์ในตลาดรวมปีนี้น่าจะอยู่ที่ระดับ 7.94 แสนคัน หรือคิดเป็นการเติบโตประมาณ 2% จากในช่วง 10 เดือนแรกที่ทำยอดขายไป 693,562 คัน เติบโต 14% ซึ่งจะพลาดจากเป้าหมายเดิมที่วางเอาไว้ที่ 89 แสนคัน
ในส่วนของมิตซูบิชินั้น ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมามียอดจำหน่าย 56,409 คัน เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา 88% และคาดว่าจะมียอดจำหน่ายทั้งปีที่ 6.74 หมื่นคัน หรือคิดเป็นการเติบโตที่ลดลงเหลือ 70% ซึ่งจะทำให้บริษัทมีส่วนแบ่งตลาดที่ 8.5%
ขณะที่ยอดการส่งออกก็น่าจะได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน โดยคาดว่ายอดการส่งออกรวมในปีนี้ของมิตซูบิชิน่าจะปิดที่ 1.77 แสนคัน คิดเป็นการขยายตัวติดลบ 2% แบ่งออกเป็นการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 1.46 แสนคัน ติดลบ 5% ส่งออกชิ้นส่วนเพื่อการประกอบ 3.1 หมื่นคัน เติบโต 15%
สำหรับการปรับแผนงานของบริษัทในช่วงต่อจากนี้จะเน้นการปรับไลน์การผลิตให้เหมาะสมกับการคาดการณ์ตลาด ที่คาดว่าในระยะสั้นจะพบการเติบโตของรถพีพีวีและปิกอัพยกสูงมากขึ้น จากนี้ไปถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยคาดว่าตลาดรถปิกอัพยกสูงจะมีสัดส่วนการขายมากขึ้นประมาณ 10% จากช่วงเวลาปกติ
ขณะที่รถยนต์นั่งในโครงการอีโคคาร์อย่าง “มิราจ” นั้น จากเดิมที่มีแผนจะเปิดตัวในประเทศไทยในงานมหกรรมยานยนต์ปีนี้ก็ตัดสินใจเลื่อนการเปิดตัวในประเทศไทยไปเป็นช่วงเดือน มี.ค.ปีหน้าแทน โดยเป็นการเปิดตัวพร้อมรับจองและส่งมอบรถยนต์ทันที
“เราปรับแผนไปเปิดตัวมิตซูบิชิ มิราจ ครั้งแรกของโลกในงานโตเกียว มอเตอร์โชว์ ช่วงสิ้นปีนี้เพียงที่เดียว เนื่องจากมองว่าการเปิดตัวในประเทศไทยก่อนจำหน่าย 5 เดือนจะทำให้ความตื่นเต้นลดน้อยลง แต่ประเทศไทยจะเป็นที่แรกของโลกที่เปิดจำหน่ายมิราจในต้นปีหน้า ก่อนที่จะส่งไปจำหน่ายที่ญี่ปุ่นในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า”
สำหรับรถยนต์อีโคคาร์ที่จำหน่ายในประเทศไทยจะใช้เครื่องยนต์ 1.2 ลิตร และคาดการณ์ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ต่ำกว่า 4 แสนบาท ขณะที่ราคาในประเทศญี่ปุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ 1.0 ลิตร คาดว่าจะมีราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท
มูราฮาชิ กล่าวยืนยันว่า ไลน์การผลิตของบริษัทจากนี้น่าจะเดินหน้าไปได้อย่างต่อเนื่อง เพราะซัพพลายเออร์ทั้ง 70 รายที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมสามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมดและกลับมาส่งมอบชิ้นส่วนได้อีกครั้ง ทำให้สามารถเปิดไลน์ผลิต 2 กะได้อย่างเต็มที่ในปัจจุบัน
ขณะที่ข้อเสนอเพื่อนำเข้าชิ้นส่วนและรถยนต์สำเร็จรูปแบบไม่เสียภาษีเพื่อนำมาใช้สำหรับการผลิตรถยนต์ในประเทศในช่วงที่ซัพพลายเออร์ประสบปัญหาน้ำท่วมนั้น ในมุมมองของมิตซูบิชินั้นไม่ได้มองว่าผู้ที่เสนอคงได้รับผลกระทบที่รุนแรง ซึ่งบริษัทไม่ได้ต่อต้านหรือสนับสนุนในเรื่องนี้ ถือว่าใส่เกียร์ว่าง แต่หากเปิดมาแล้วจะมีผลอย่างไร คงต้องมาติดตามกันอีกครั้ง!!!







