posttoday
ข้าวหอมมะลิหลุดเบอร์1โลก แค่ชั่วคราวหรือถาวร

ข้าวหอมมะลิหลุดเบอร์1โลก แค่ชั่วคราวหรือถาวร

18 พฤศจิกายน 2554

งานประกวดข้าวที่นครโฮจิมินห์ซิตี ซึ่งจัดขึ้นร่วมกับองค์กรไรซ์เทรดเดอร์ เมื่อปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการนำตัวอย่างข้าวทั่วโลกจาก 30 สายพันธุ์มาจัดอันดับ

งานประกวดข้าวที่นครโฮจิมินห์ซิตี ซึ่งจัดขึ้นร่วมกับองค์กรไรซ์เทรดเดอร์ เมื่อปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการนำตัวอย่างข้าวทั่วโลกจาก 30 สายพันธุ์มาจัดอันดับ

ผลปรากฏว่าข้าวหอมมะลิไทยคว้ารางวัลเพียงอันดับ 2 เท่านั้น โดยแพ้ให้กับข้าว Pearl Paw San ของพม่า ที่คว้ารางวัลข้าวรสชาติดีสุดในปีนี้ไปครองแทน

ถือเป็นการส่งสัญญาณครั้งสำคัญ สำหรับอนาคตข้าวหอมมะลิไทยที่คงไม่ได้ครอบครองตลาดส่งออกข้าวหอมโลกแต่เพียงผู้เดียวเหมือนในอดีตอีกแล้ว เมื่อหลายประเทศคู่แข่งต่างเร่งพัฒนาสายพันธุ์ข้าวของตนเองขึ้นมาแข่งขันในตลาดโลกมากขึ้น

ชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า สิ่งที่สะท้อนจากการประกวดงานข้าวครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าคุณภาพข้าวหอมมะลิของไทยอาจไม่ได้ดีเหมือนอย่างอดีต เนื่องจากการดูแลรักษาพันธุ์ การเพาะปลูกจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปมาก ทำให้ความหอมของข้าวหอมมะลิไทยกลิ่นหายเร็วมากขึ้น เป็นภาพใหญ่ที่สะท้อนว่าไม่ได้มีข้าวหอมมะลิไทยที่อยู่บนโลกเพียงแห่งเดียวเท่านั้น แต่ยังมีประเทศคู่แข่งที่พยายามพัฒนาสายพันธุ์ขึ้นมาเพื่อแย่งชิงตลาดข้าวหอมมะลิโลกจากไทย

เป็นการเตือนภัยที่ประเทศไทยจะอาศัยบุญเก่าจากชื่อเสียงข้าวหอมมะลิที่สะสมมาอย่างยาวนานและทำตลาดส่งออกโดยที่ไม่ทำอะไรเพิ่มเลยคงไม่ได้แล้ว เพราะไม่เช่นนั้นในอนาคต หรืออย่างช้าสุดในอีก 5 ปี ไทยอาจเสียตำแหน่งผู้ส่งออกข้าวหอมมะลิเบอร์ 1 ของโลกให้กับประเทศอื่นแทน

สิ่งที่สะท้อนว่าการส่งออกข้าวหอมมะลิไทยเริ่มสั่นคลอนลงทุกวัน ดูได้จากสัดส่วนการส่งออกข้าวหอมมะลิไทยช่วง 23 ปี ไปยังตลาดฮ่องกงและสิงคโปร์ ที่มีสัดส่วนลดลงทุกปี จากอดีตที่ไทยครองส่วนแบ่งตลาดข้าวหอมมะลิในประเทศฮ่องกงสัดส่วนถึง 90% ปัจจุบันลดเหลือสัดส่วน 60% คาดว่าปีหน้าสัดส่วนการส่งออกข้าวหอมมะลิไทยไปตลาดฮ่องกงจะลดลงเหลือ 50%

เมื่อเทียบกับเวียดนามจากเดิมที่มีการส่งออกข้าวหอมมะลิไปตลาดฮ่องกงสัดส่วน 3% ปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 18% แม้ว่าผลผลิตข้าวหอมมะลิของเวียดนามในอดีตจะยังไม่มาก หรือผลิตได้เพียง 1.5 หมื่นตันต่อปี แต่เวียดนามก็ได้มีการพัฒนาจนปีนี้สามารถผลิตข้าวหอมมะลิออกมาได้ถึง 5 แสนตัน และปีหน้าเวียดนามประกาศว่าจะผลิตข้าวหอมมะลิมากถึง 1 ล้านตัน ประกอบกับราคาข้าวหอมมะลิของเวียดนาม หรือแม้แต่ข้าวหอมมะลิประเทศอื่นที่มีราคาถูกกว่าไทย เช่น ข้าวหอมมะลิจากกัมพูชา ราคา 800 เหรียญสหรัฐต่อตัน ข้าวหอมมะลิจากเวียดนาม 670 เหรียญสหรัฐต่อตัน ขณะที่ข้าวหอมมะลิของไทย ราคา 1,200 เหรียญสหรัฐต่อตัน อาจทำให้ผู้ซื้อหันไปสนใจข้าวหอมมะลิจากประเทศอื่นแทน

หากวิเคราะห์พฤติกรรมของกลุ่มผู้บริโภคข้าวหอมมะลิ แม้จะเป็นกลุ่มระดับบนมีกำลังซื้อสูง จะพบว่ากลุ่มที่ซื้อข้าวหอมมะลิมากสุด คือ กลุ่มร้านอาหาร โรงแรม ภัตตาคาร ซื้อข้าวหอมมะลิสัดส่วน 80% ปัจจุบันได้เปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อ คือ ราคาต้องอยู่ในระดับเหมาะสมด้วย เพราะมีทางเลือกข้าวจากประเทศอื่นเพิ่มมากขึ้น ส่วนผู้บริโภคที่ซื้อข้าวระดับบนที่ไม่ได้สนใจเรื่องราคามีสัดส่วนเพียง 20% เท่านั้น

ทางออกที่จะรักษาตลาด คือ การปล่อยให้ราคาข้าวหอมมะลิเป็นไปตามกลไกตลาด โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลที่กำหนดราคาข้าวหอมมะลิสูงถึงตันละ 2 หมื่นบาท จะทำให้ต้นทุนส่งออกข้าวหอมมะลิขึ้นไปที่ 1,400 เหรียญสหรัฐ อาจทำให้การแข่งขันได้ลำบาก รวมทั้งการใช้กลยุทธ์โปรโมตข้าวหอมมะลิไทยอย่างต่อเนื่อง โดยสร้างเรื่องราวให้กับข้าวหอมมะลิของไทย เพื่อให้คนรุ่นใหม่ตระหนักและให้ความสำคัญกับข้าวไทยมากขึ้น

ที่สำคัญคือการทุ่มงบประมาณพัฒนาสายพันธุ์ข้าวไทยให้ยังคงรักษาคุณภาพความหอมไว้ไม่เปลี่ยนแปลงหรือดียิ่งขึ้นกว่าเดิม เพราะปัจจุบันรัฐบาลให้ความสำคัญในส่วนของงานวิจัยน้อยมาก แต่กลับไปทุ่มงบประมาณเรื่องราคาแทน

สุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ซี.พี.อินเตอร์เทรด ในฐานะผู้ส่งออกข้าวหอมมะลิไทยรายใหญ่ กล่าวว่า ยังมองข้าวหอมมะลิของไทยมีอนาคตอยู่ แม้ว่าข้าวพม่าจะคว้ารางวัลชนะเลิศข้าวรสชาติดีไปครอง แต่ก็เป็นเพียงเวทีหนึ่งจากการตัดสินของคณะกรรมการกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ในขณะที่ข้าวหอมมะลิจากไทยยังคงได้รับการยอมรับจากทั่วโลก จากการส่งออกกว่า 100 ประเทศ แต่ไม่ได้หมายความว่าให้ไทยหยุดนิ่งอยู่กับที่และอาศัยชื่อเสียงข้าวหอมมะลิไทยส่งออกโดยไม่มีการพัฒนาใดเลย เพราะในอนาคตไทยอาจเสียตลาดส่งออกข้าวหอมมะลิให้กับประเทศอื่นมากขึ้น จากการพัฒนาข้าวพันธุ์พื้นเมืองของแต่ละประเทศขึ้นมา ทั้งเวียดนาม อินเดีย ปากีสถาน กัมพูชา หรือแม้แต่พม่า

เชื่อว่าปัจจุบันไทยจะยังคงรักษาตำแหน่งส่งออกข้าวหอมมะลิในตลาดโลกได้อยู่ เพราะปัจจัยที่จะทำตลาดข้าวเพื่อป้อนตลาดโลกได้ คือ ต้องมีผลผลิตเพียงพอ อย่างข้าว Pearl Paw San ของพม่า มีคาแรกเตอร์ที่ต่างจากข้าวหอมมะลิของไทย ผลผลิตก็มีเล็กน้อย พม่าสามารถผลิตได้เพียงการบริโภคในประเทศเท่านั้น ขณะที่ข้าวหอมมะลิไทยสามารถผลิตได้มากถึง 8 ล้านตันข้าวเปลือก หรือ 5 ล้านตันข้าวสาร ส่งออก 1.5 ล้านตัน ที่เหลือบริโภคภายในประเทศ

สุเมธ กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนตัวแล้วไม่ค่อยห่วงว่าข้าวหอมมะลิประเทศอื่นจะตีตลาดข้าวหอมมะลิของไทย เพราะยิ่งหลายประเทศแข่งขันพัฒนาพันธุ์ข้าว จะเป็นการกระตุ้นให้ตลาดโลกให้ความสำคัญกับคุณภาพของข้าวหอมมะลิ ถือเป็นการโปรโมตตลาดในตัว แต่สิ่งที่ไทยต้องเร่งทำและส่งเสริม คือ การทุ่มงบวิจัยและพัฒนาทั้งบุคลากรและพันธุ์ข้าวของไทย เพราะที่ผ่านมาไทยทุ่มน้อยมาก ทำให้นักวิจัยพันธุ์ข้าวของไทยมีน้อย ต้องเร่งสร้างนักวิจัยและการพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ๆ ขึ้นมา หรือพันธุ์ข้าวเดิมให้ดียิ่งขึ้น จากปัจจุบันที่ไทยมีพันธุ์ข้าวหอมมะลิเพียง 2 ชนิด คือ พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 และพันธุ์ กข.15 เท่านั้น

ตลอดจนต้องเร่งแก้ไขเรื่องการปลอมปนข้าวหอมมะลิไทยในตลาดต่างประเทศเพื่อทำลายชื่อเสียงข้าวไทย และทำให้เสียโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่ม เป็นสิ่งที่รัฐบาลและเอกชนต้องช่วยกัน  

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท